วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10


วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2560



           


ความรู้ที่ได้รับ 🐤


               การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

- เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
- ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด
- เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach)

     1)การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
♦ เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
♦ เกิดผลดีในระยะยาว
♦ เน้นการเตรียมพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
♦ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program; IEP)
♦ โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน

      2)การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
♦ การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity Daily Living Training)
♦ การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
♦ การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)

       3)การบำบัดทางเลือก
♦ การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
♦ ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
♦ ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
♦ การฝังเข็ม (Acupuncture)
♦ การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy)


การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication ; AAC)
- การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
- โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System ; PECS)
- เครื่องโอภา (Communication Devices)
- โปรแกรมปราศรัย

บทบาทของครู
- ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
- ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
- จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
- ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

       
             การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ

1. ทักษะทางสังคม
-เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคมไม่ได้มีสาเหตุมาจากพ่อแม่
-การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข

    กิจกรรมการเล่น
✿ การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
✿ เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ
✿ ในช่วงแรกๆเด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง

    ยุทธศาสตร์การสอน
✿ เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีการเล่น ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
✿ ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
✿ จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง
✿ ครูจดบันทึก
✿ ทำแผน IEP

     การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง
✿ วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆอย่าง
✿ คำนึงถึงเด็กทุกๆคน
✿ ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คน
✿ เด็กปกติทำหน้าที่เหมือน "ครู" ให้เด็กพิเศษ

     ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น
✿ อยู่ใกล้ๆและเฝ้ามองอย่างสนใจ
✿ ยิ้มและพยักหน้าให้ ถ้าเด็กหันมาหาครู
✿ ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป
✿ เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น
✿ ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม

     การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น
✿ ครูพูดชักชวนให้เด็กร่วมเล่นกับเพื่อน
✿ ทำโดย "การพูดนำของครู"

     ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์
✿ ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ
✿ การให้โอกาสเด็ก
✿ เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง
✿ ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง

2. ทักษะภาษา

      การวัดความสามารถทางภาษา
✤ เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
✤ ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
✤ ถามหาสิ่งต่างๆไหม
✤ บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
✤ ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม

      การออกเสียงผิด/พูดไม่ชัด
✤ การพูดตกหล่น
✤ การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง
✤ ติดอ่าง

      การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
✤ ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
✤ ห้ามบอกเด็กว่า "พูดช้าๆ" "ตามสบาย" "คิดก่อนพูด"
✤ อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
✤ อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
✤ ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
✤ เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน

      ทักษะพื้นฐานทางภาษา
✤ ทักษะการรับรู้ภาษา
✤ การแสดงออกทางภาษา
✤ การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด

      ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
✤ การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
✤ ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
✤ ให้เวลาเด็กได้พูด
✤ คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
✤ เป็นผู้ฟังที่ดีและโต้ตอบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
✤ เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
✤ ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
✤ กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
✤ เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
✤ ใช้คำถามปลายเปิด
✤ เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
✤ ร่วมกิจกรรมกับเด็ก


ความรู้ที่ได้รับ 🐤


          ได้รู้ถึงบทบาทหน้าที่ของครูปฐมวัยที่ต้องปฏิบัติต่อเด็กพิเศษ


การประเมินผล  🐤

💞ตนเอง ตั้งใจเรียน มีส่วนร่วมในการตอบคำถาม
💞เพื่อน ไม่ค่อยมีเสียงคุย ตั้งใจเรียน
💞อาจารย์ การสอนของอาจารย์มีการยกตัวอย่าง ทำให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหามากขึ้น


                             

วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9


วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2560



                             


ความรู้ที่ได้รับ 🍗


            วันนี้อาจารย์ให้ทำกิจกรรมตามหามือเพื่อน โดยอาจารย์ให้วาดลายมือข้างซ้ายของตนเอง โดยไม่ให้ดูลายมือขณะวาด เมื่อวาดเสร็จก็ให้สลับกระดาษกัน แล้วตามหาว่าตนเองได้แผ่นลายมือเพื่อนคนไหน กิจกรรมนี้ทำให้เราต้องเก็บรายละเอียดเป็นอย่างมาก เพื่อให้เพื่อนตามหาเจอ และทำให้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากๆ เรามักไม่ได้สังเกต และไม่ได้ใส่ใจ





ความรู้ที่ได้รับ 🍗


     กิจกรรมนี้สอนให้เรารู้จักการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รู้จักการสังเกตลายมือของตนเองและของเพื่อน


การประเมินผล 🍗


🔍ตนเอง ให้ความสนใจกับกิจกรรมที่ทำ มีกังวลเล็กน้อยเพราะวาดรูปไม่ค่อยเก่ง
🔍เพื่อน ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมเป็นอย่างดี
🔍อาจารย์ มีวิธีการสอนที่สอนแทรกกิจกรรม ทำให้นักศึกษากระตือรือร้นในการเรียน



    



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8 


วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2560


                                      

ความรู้ที่ได้รับ


                                      การศึกษาแบบเรียนรวม

       รูปแบบการจัดการศึกษา
-การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
-การศึกษาพิเศษ (Special Education)
-การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
-การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)

       การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

🍒เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)

✦ การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
✦ มีกิจกรรมให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน
✦ ใช้ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวัน
✦ ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน  

      🌟 การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
-การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา
-เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
-เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้

       🌟 การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
-การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
-เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ
-มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกัน และมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
-เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)

✦ การศึกษาสำหรับทุกคน
✦ รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มตั้งแต่เข้ารับการศึกษา
✦ จัดให้มีการบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

                           สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม

● เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
● เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
● เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)
● การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยก ว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
● เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
● เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพาเข้ามาโรงเรียน ทางโรงเรียนจะต้องรับเด็กไว้และจะต้องจัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม และดำเนินการเรียนในลักษณะ "รวมกัน" ที่ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทุกคนยอมรับซึ่งกันและกัน
● ทุกคนยอมรับว่ามี ผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับคนปกติโดยไม่มีการแบ่งแยก

      ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนสำหรับเด็กปฐมวัย
-ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้
-"สอนได้"
-เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

■ บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม

     ➼ ครูไม่ควรวินิจฉัย
-การวินิจฉัย หมายถึง การตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง
-จากอาการที่แสดงออกมานั้น อาจนำไปสู่การเข้าใจผิดได้

     ➼ ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
-เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
-ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
-เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ

     ➼ ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
-พ่อแม่ของเด็กพิเศษมักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
-พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
-ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
-ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่า เด็กทำอะไรไม่ได้
-ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา

      ➼ ครูทำอะไรได้บ้าง
-ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ
-ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย
-สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
-จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ

      ➼ สังเกตอย่างมีระบบ
-ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู
-ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆช่วงเวลายาวนานกว่า
-ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา

      ➼ การตรวจสอบ
-จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
-เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น
-บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ

      ➼ ข้อระวังในการปฏิบัติ
-ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้
-ประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้
-พฤติกรรมบางอย่างของเด็กไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป

       ➼ การบันทึกการสังเกต
-การนับอย่างง่ายๆ
-การบันทึกต่อเนื่อง
-การบันทึกไม่ต่อเนื่อง

       ➼ การนับอย่างง่ายๆ
-นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
-กี่ครั้งในแต่ละวัน กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง
-ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม

       ➼ การบันทึกต่อเนื่อง
-ให้รายละเอียดได้มาก
-เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ีง
-โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ

       ➼ การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
-บันทึกลงบัตรเล็กๆ
-เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง

       ➼ การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
-ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่องมากกว่าชนิดของความบกพร่อง
-พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ

       ➼ การตัดสินใจ
-ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง
-พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้น ไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่

กิจกรรมวาดภาพดอกบัว






      จากกิจกรรมนี้อาจารย์ได้อธิบายว่า เมื่อเราจะบันทึกพฤติกรรมของเด็ก เราต้องไม่ใส่ความรู้สึกของตนเองลงไป เราเห็นพฤติกรรมของเด็กแบบไหน ก็ควรบันทึกตามความเป็นจริง


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้


     ทำให้เข้าใจถึงความหมายของการเรียนรวมและการเรียนร่วม ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ได้ทำกิจกรรมวาดดอกบัวที่สื่อให้เข้าใจว่า ครูควรสังเกตและบันทึกพฤติกรรมเด็กแบบที่ตาเห็น ไม่ใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป 

การประเมินผล


ตนเอง เข้าใจในเนื้อหาที่อาจารย์สอน
เพื่อน  ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการเรียน
อาจารย์  มีการเตรียมความพร้อมในการสอน มีการอธิบายและยกตัวอย่าง อย่างละเอียด เพื่อให้นักศึกษาจดจำได้