วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5 


วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560  เวลา 13.30 - 16.30 น.


                                ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั้นผลไม้

ความรู้ที่ได้รับ 🍩


      เรียนประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

       6) เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities)

           -เรียกย่อๆว่า L.D. (Learning Disability)
           -เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
           -ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย

สาเหตุของ LD

-ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพ ตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)
-กรรมพันธ์ุ

     1.ด้านการอ่าน (Reading Disorder)
✡อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ
✡อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่านไม่ได้ไปเลย
✡ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้
   
เช่น
∎หาว → หาม / หา
∎ง่วง → ม่วม / ม่ง / ง่ง
∎เลย → เล
∎อาหาร → อาหา
∎เก้าอี้ → อี้
∎อรัญ → อะรัย

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการอ่าน

-อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำ จึงจะอ่านได้
-อ่านออกเสียงไม่ชัด
-เดาคำเวลาอ่าน
-อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง
-อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน
-ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
-ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน
-เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

     2.ด้านการเขียน (Writing Disorder)
✽เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น จาก ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น
✽เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด
✽เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ



ลักษณะของเด็ก LD ด้านการเขียน

-ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรืออกนอก ขีดวนๆซ้ำๆ
-เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
-เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ม-น , ภ-ถ , ด-ค , พ-ผ , b-d , p-q , 6-9
-เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้
-เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา
-เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด
-จับดินสอหรือปากกาแน่น
-สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์
-เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด
-เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ
-ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง

เช่น
⏩ปาลแผล → บาดแผล
⏩รัมระบาล → รัฐบาล
⏩ผีเสื้อมดุร → ผีเสื้อสมุทร
⏩ไกรรง → กรรไกร
⏩เกสรกะ → เกษตรกร
⏩ดักทุก → บรรทุก
⏩เสรฐ → สำเร็จ
⏩ไอระ → อะไร
⏩เชิย → เชย
⏩โบณาร → โบราณ
⏩นาสือ → หนังสือ
⏩ละเมย → ละเมอ



      3.ด้านการคิดคำนวณ (Mathematic Disorder)
❀ตัวเลขผิดลำดับ
❀ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ
❀ไม่เข้าใจหลักเลขหน่วย สิบ ร้อย
❀แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการคำนวณ

-ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข เช่น หลักหน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น เป็นเท่าใด
-นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
-คำนวณบวก ลบ คูณ หาร โดยการนับนิ้ว
-จำสูตรคูณไม่ได้
-เขียนเลขกลับกัน เช่น 13 เป็น 31
-ทดไม่เป็นหรือยืมไม่เป็น
-ตีโจทย์เลขไม่ออก
-คำนวณเลขจากซ้ายไปขวา แทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย
-ไม่เข้าใจเรื่องเวลา



     4. หลายๆด้านร่วมกัน

อาการที่มักเกิดร่วมกับ LD

-แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก
-มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา
-เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา
-งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี
-การประสานงานของสายตา - กล้ามเนื้อไม่ดี
-สมาธิไม่ดี (เด็ก LD ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)
-เขียนตามแบบไม่ค่อยได้
-ทำงานช้า
-การวางแผนงานและจัดระบบไม่ดี
-ฟังคำสั่งสับสน
-คิดแบบนามธรรมหรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี
-ความคิดสับสนไม่เป็นขั้นตอน
-ความจำระยะสั้น/ยาวไม่ดี
-ถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งซ้ายและขวา
-ทำงานสับสนไม่เป็นขั้นตอน

        7) ออทิสติก (Autistic)

            -หรือ ออทิซึ่ม (Autism)
            -เด็กที่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
            -ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
            -ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม
            -เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
            -ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

"ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว"

ลักษณะของเด็กออทิสติก

-อยู่ในโลกของตนเอง
-ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
-ไม่ยอมพูด
-เคลื่อนไหว แบบซ้ำๆ



เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติก (องค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริกา)

   ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ
✴ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น
✴ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
✴ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุกสนานร่วมกับผู้อื่น
✴ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น

    ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ
✦มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
✦ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
✦พูดซ้ำๆหรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างไม่เหมาะสม
✦ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

    มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ
⚉มีความสนใจที่ซ้ำๆอย่างผิดปกติ
⚉มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
⚉มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ
⚉สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ

                   พฤติกรรมการทำซ้ำ
-นั่งเคาะโต๊ะ หรือโบกมือนานเป็นชั่วโมง
-นั่งโยกหน้า โยกหลังเป็นเวลานาน
-วิ่งเข้าห้องนี้ไปห้องโน้น
-ไม่ยอมให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

    พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้าน (ก่อนอายุ 3 ขวบ)
♢ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
♢การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
♢การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ

                                                           ออทิสติกเทียม

►ปล่อยให้พี่เลี้ยงดูแลหรืออยู่กับผู้สูงอายุ
►ปล่อยให้ลูกอยู่กับไอแพด
►ดูการ์ตูนในทีวี



       
                 Autistic Savant (ออทิสติกอัจฉริยะ)

-กลุ่มที่คิดด้วยภาพ (visual thinker) จะใช้การคิดแบบอุปนัย (bottom up thinking)
-กลุ่มที่คิดโดยไม่ใช้ภาพ (music,math and memory thinker) จะใช้การคิดแบบนิรนัย (top down thinking)



การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 🍩


        ทำให้เข้าใจประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพิ่มมากขึ้น ว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษมีลักษณะใดบ้าง และนำความรู้ไปใช้ในอนาคต


การประเมินผล 🍩


🐟ตนเอง เข้าใจในเนื้อหาที่สอน และตั้งใจเรียน เพราะแต่ละเรื่องที่เรียนน่าสนใจมาก
🐟เพื่อน ตั้งใจเรียน ช่วยกันตอบคำถาม
🐟อาจารย์ เตรียมการสอนมาดีมากๆ สอนไม่น่าเบื่อ สอนสนุกมากๆ


    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้น คั่น ลาย การ์ตูน






วันจันทร์ที่ 13 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 4 


วันศุกร์ ที่ 27 มกราคม พ.ศ.2560 เวลา 13.30 - 16.30 น.



Photobucket - Video and Image Hosting 

ความรู้ที่ได้รับ 🎲



      เรียนประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

     4) เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา (Children with Speech and Language Disorders)
                   
            ⚈เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูด หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่องซึ่งเกิดจากการพูดผิดปกติ ในด้านความชัดเจนในการปรับปรุงแต่งระดับและคุณภาพของเสียง จังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด
แบ่งออกเป็น
1.ความบกพร่องในด้านการปรุงเสียง (Articulator Disorders)
-เสียงบางส่วนของคำขาดหายไป "ความ" เป็น "คาม"
-ออกเสียงของตัวอื่นแทนตัวที่ถูกต้อง "กิน" ↪ "จิน" , "กวาด" ↪ "ฟาด"
-เพิ่มเสียงที่ไม่ใช่เสียงที่ถูกต้องลงไปด้วย "หกล้ม" เป็น "หก-กะ-ล้ม"
-เสียงเพี้ยนหรือแปล่ง "แล้ว" เป็น "แล่ว"

2.ความบกพร่องของจังหวะและขั้นตอนของเสียงพูด (Speech Flow Disorders)
-พูดไม่ถูกตามลำดับขั้นตอน ไม่เป็นไปตามโครงสร้างของภาษา
-การเว้นวรรคตอนไม่ถูกต้อง
-อัตราการพูดเร็วหรือช้าเกินไป
-จังหวะของเสียงพูดผิดปกติ
-เสียงพูดขาดความต่อเนื่อง สละสลวย

3.ความบกพร่องของเสียงพูด (Voice Disorders)
-ความบกพร่องของระดับเสียง
-เสียงดังหรือค่อยเกินไป
-คุณภาพของเสียงไม่ดี

            ⚈เด็กที่มีความบกพร่องทางภาษา หมายถึง การขาดความสามารถที่จะเข้าใจความหมายของคำพูด และ/หรือไม่สามารถแสดงความคิดออกมาเป็นถ้อยคำได้ แบ่งออกเป็น
1.การพัฒนาการทางภาษาช้ากว่าวัย (Delayed Language)
-มีความยากลำบากในการใช้ภาษา
-มีความผิดปกติของไวยากรณ์และโครงสร้างของประโยค
-ไม่สามารถสร้างประโยคได้
-มีความบกพร่องทางเชาว์ปัญญา อารมณ์ สมองผิดปกติ
-ภาษาที่ใช้เป็นภาษาห้วนๆ

2.ความผิดปกติทางการพูดและภาษาอันเนื่องมาจากพยาธิสภาพที่สมอง โดยทั่วไปเรียกว่า Dysphasia หรือ Aphasia
-อ่านไม่ออก (alexia)
-เขียนไม่ได้ (agraphia)
-สะกดคำไม่ได้
-ใช้ภาษาสับสนยุ่งเหยิง
-จำคำหรือประโยคไม่ได้
-ไม่เข้าใจคำสั่ง
-พูดตามหรือบอกชื่อสิ่งของไม่ได้
         Gerstmann's syndrome คือ เด็กที่ผิดปกติทางการพูดและภาษาที่อาการหนักมาก เด็กจะไม่สามารถบอกสิ่งเหล่านี้ได้
               
                     ไม่รู้ชื่อนิ้ว (finger agnosia)
                     ไม่รู้ซ้ายขวา (allochiria)
                     คำนวณไม่ได้ (acalculia)
                     เขียนไม่ได้ (agraphia)
                     อ่านไม่ออก (alexia)
ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการพูดและภาษา
-ในวัยทารกมักเงียบผิดธรรมชาติ ร้องไห้เบาๆและอ่อนแรง
-ไม่อ้อแอ้ภายในอายุ 10 เดือน
-ไม่พูดภายในอายุ 2 ขวบ
-หลัง 3 ขวบแล้ว ภาษาพูดของเด็กก็ยังฟังเข้าใจยาก
-ออกเสียงตัวสะกดไม่ได้
-หลัง 5 ขวบ เด็กยังคงใช้ภาษาที่เป็นประโยคไม่สมบูรณ์ในระดับประถมศึกษา
-มีปัญหาในการสื่อความหมาย พูดตะกุกตะกัก
-ใช้ท่าทางในการสื่อความหมาย

      5) เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ (Children with Physical and Health Impairments)
-เด็กที่มีอวัยวะไม่สมส่วน
-อวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป
-เจ็บป่วยเรื้อรังรุนแรง
-มีปัญหาทางระบบประสาท
-มีความลำบากในการเคลื่อนไหว
               โรคลมชัก (Epilepsy)
       ●เป็นลักษณะอาการที่เกิดเนื่องมาจากความผิดปกติของระบบสมอง
       ●มีกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติและมากเกิน ปล่อยออกมาจากเซลล์สมองพร้อมกัน  
                 แบ่งออกเป็น 5 ประเภท
1)การชักในช่วงเวลาสั้นๆ (Petit Mal)
-อาการเหม่อนิ่งเป็นเวลา 5-10 นาที
-มีการกระพริบตาหรืออาจมีเคี้ยวปาก
-เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะหยุดชะงักในท่าก่อนชัก
-เด็กจะนั่งเฉย หรือเด็กอาจจะตัวสั่นเล็กน้อย
        *สามารถหายเองได้ในอนาคต และไม่อันตราย

2)การชักแบบรุนแรง (Grand Mal)
-เมื่อเกิดอาการชัก เด็กจะส่งเสียง หมดความรู้สึก ล้มลง กล้ามเนื้อเกร็ง เกิดขึ้นราว 2-5 นาที จากนั้นจะหาย และนอนหลับไปชั่วครู่
        *อาจต้องใช้เวลาและจะหายเอง

3)อาการชักแบบ Partial Complex
-มีอาการประมาณไม่เกิน 3 นาที
-เหม่อนิ่ง
-เหมือนรู้สึกตัว แต่ไม่รับรู้และไม่ตอบสนองต่อคำพูด
-หลังชักอาจจำเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ได้ และต้องการนอนพัก

4)อาการไม่รู้สึกตัว (Focal Partial)
-เป็นอาการที่เกิดขึ้นในระยะสั้น เด็กไม่รู้สึกตัว อาจทำอะไรบางอย่างโดยที่ตัวเองไม่รู้ เช่น ร้องเพลง ดึงเสื้อผ้า เดินเหม่อลอย แต่ไม่มีอาการชัก

5)ลมบ้าหมู (Grand Mal)
-เมื่อเกิดอาการชักจะทำให้หมดสติ และหมดความรู้สึก ในขณะชักกล้ามเนื้อเกร็งหรือแขนขากระตุก กัดฟัน กัดลิ้น


                                                       ซี.พี. (Cerebral Palsy)
ซี.พี (Cerebral Palsy)



-การเป็นอัมพาตเนื่องจากระบบประสาทสมองพิการ หรือเป็นผลมาจากสมองที่กำลังพัฒนาถูกทำลายก่อนคลอด ระหว่างคลอดหรือหลังคลอด
-การเคลื่อนไหว การพูด พัฒนาการล่าช้า เด็กซีพี มีความบกพร่องที่เกิดจากส่วนต่างๆของสมองแตกต่างกัน
         แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1)กลุ่มแข็งเกร็ง (Spastic)
     -Spastic hemiplegia อัมพาตครึ่งซีก
     -Spastic diplegia  อัมพาตครึ่งท่อนบน
     -Spastic paraplegia อัมพาตครึ่งท่อนล่าง
     -Spastic quadriplegia อัมพาตทั้งตัว


2)กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเอง (athetoid , ataxia)
      -athetoid อาการขยุกขยิกช้าๆหรือเคลื่อนไหวเร็วๆที่เท้า แขน มือ หรือที่ใบหน้า เด็กบางรายอาจมีคอเอียง ปากเบี้ยวร่วมด้วย
      -ataxia มีความผิดปกติในการทรงตัวของร่างกาย กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน

                                 

3)กลุ่มอาการแบบผสม (Mixed) คือ มีอาการของกลุ่มแข็งเกร็งและกลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นเองรวมกัน

                                                     กล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscular Distrophy)


-เกิดจากเส้นประสาทสมองที่ควบคุมกล้ามเนื้อส่วนนั้นๆเสื่อมสลายตัว
-เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ นอนอยู่กับที่
-จะมีความพิการซ้อนอยู่ในระยะหลัง คือ ความจำแย่ลง สติปัญญาเสื่อม

                                               
                                                   โรคทางระบบกระดูกกล้ามเนื้อ (Orthopedic)

               ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการแต่กำเนิด เช่น เท้าปุก (Club Food) กระดูกข้อสะโพกเคลื่อน อัมพาตครึ่งท่อน เนื่องจากกระดูกไขสันหลังส่วนล่างไม่ติด (Spina Bifida)

           

-ระบบกระดูกกล้ามเนื้อพิการด้วยโรคติดเชื้อ (Infection) เช่น วัณโรค กระดูกหลังโกง กระดูกผุ เป็นแผลเรื้อรังมีหนอง เศษกระดูกผุ
-กระดูกหัก ข้อเคลื่อน ข้ออักเสบ

                                                       
                                                             โปลิโอ (Poliomyelitis)

                               
-มีอาการกล้ามเนื้อลีบเล็ก แต่ไม่มีผลกระทบต่อสติปัญญา
-ยืนไม่ได้ หรืออาจปรับสภาพให้ยื่น เดินได้ด้วยอุปกรณ์เสริม
   *ในบางกรณี สติปัญญาอาจต่ำไปด้วย


                                           โรคกระดูกอ่อน (Osteogenesis Imperfeta)


-ไหล่จะกว้าง ขาโก่ง ช่วงตัวสั้น กระดูกร้าวง่าย เพราะขาดแคลเซียมและวิตามินD 


                                                  โรคศีรษะโต (Hydrocephalus)


-เกิดจากน้ำคลั่งในสมอง เป็นตั้งแต่แรกเกิด และสมองจะไม่เจริญเติบโต
       สามารถรักษาได้ 2 วิธี 1)เจาะศีรษะเพื่อเอาน้ำออก 2)กินยาขับปัสสาวะ


                                    โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ (Rheumatoid arthritis)
 

-เกิดจากเชื้อไวรัสทำให้ข้ออักเสบ พบมากในคนที่อายุ 30 ปีขึ้นไป และพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 
       *บรรเทาอาการได้โดยการทานยา (ไม่หายขาด)


                                                          แขนขาด้วนแต่กำเนิด


ลักษณะของเด็กบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
-มีปัญหาเกี่ยวกับการทรงตัว
-ท่าเดินคล้ายกรรไกร
-เดินขากะเผลก หรืออึดอาดเชื่องช้า
-ไอเสียงแห้งบ่อยๆ
-มักบ่นเจ็บหน้าอก บ่นปวดหลัง
-หน้าแดงง่าย มีสีเขียวจางบนแก้ม ริมฝีปากหรือปลายนิ้ว
-หกล้มบ่อยๆ
-หิวและกระหายน้ำอย่างเกินกว่าเหตุ


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 🎲


       ทำให้เข้าใจโรคแต่ละโรคมากยิ่งขึ้น และนำความรู้ที่ได้ไปใช้แก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินในอนาคตได้ เช่น การปฐมพยาบาลเบื้องต้น


การประเมินผล 🎲


🎳ตนเอง ตั้งใจเรียนในเนื้อหาที่อาจารย์สอน 

🎳เพื่อน ตั้งใจเรียน ช่วยกันตอบคำถาม

🎳อาจารย์ สอนสนุก ชอบที่มีวิดีโอ รูปภาพ มาประกอบการสอน เพราะทำให้เข้าใจมากขึ้น และทำให้ไม่เบื่อ


ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั่นลายน่ารัก


























บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 3


วันศุกร์ ที่ 20 มกราคม พ.ศ.2560  เวลา 13.30 - 16.30 น.


                              ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั่นลายน่ารัก

ความรู้ที่ได้รับ 


       
         เด็กที่มีความต้องการพิเศษแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือ

1.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความสามารถสูง มีความเป็นเลิศทางสติปัญญา เรียกโดยทั่วๆไปว่า "เด็กมีปัญญาเลิศ"



               ✽เด็กปัญญาเลิศ (Gifted Child)

♦ เด็กที่มีความสามารถทางสติปัญญา
♦ มีความถนัดเฉพาะทางสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

       ● ลักษณะของเด็กปัญญาเลิศ
- พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจสูงกว่าเด็กในวัยเดียวกัน
-เรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็วและง่ายดาย
-อยากรู้อยากเห็นอย่างจริงจัง ชอบซักถาม
-มีเหตุผลในการแก้ปัญหา การใช้สามัญสำนึก
-จดจำได้รวดเร็วและแม่นยำ
-มีความรู้ในการใช้คำศัพท์เกินวัย
-มีความคิดริเริ่ม มีวิธีการคิดและแนวคิดแปลกๆ
-เป็นคนตื่นตัว เฉียบแหลม ว่องไว และช่างสังเกต
-มีแรงจูงใจและมีมานะบากบั่น มีความจริงจังในการทำงาน
-ชอบแสวงหาสิ่งท้าทายความคิดความอ่าน

                                      ข้อเปรียบเทียบระหว่างเด็กฉลาดและเด็กGifted

                         เด็กฉลาด                                                        Gifted
             ◎ ตอบคำถาม                                                         ◎ ตั้งคำถาม
             ◎ สนใจเรื่องที่ครูสอน                                             ◎ เรียนรู้สิ่งที่สนใจ
             ◎ ชอบอยู่กับเด็กอายุเท่ากัน                                   ◎ ชอบอยู่กับผู้ใหญ่หรือเด็กที่โตกว่า
             ◎ ความจำดี                                                             ◎ อยากรู้อยากเห็น ชอบคาดคะเน
             ◎ เรียนรู้ง่ายและเร็ว                                                 ◎ เบื่อง่าย
             ◉ เป็นผู้ฟังที่ดี                                                          ◉ ชอบเล่า
             ◉ พอใจในผลงานของตน                                         ◉ ติเตียนผลงานของตน

2.กลุ่มเด็กที่มีลักษณะทางความบกพร่อง แบ่งออกเป็นทั้งหมด 9 ประเภท

1) เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
2) เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
3) เด็กที่บกพร่องทางการเห็น
4) เด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ
5) เด็กที่บกพร่องทางการพูดและภาษา
6) เด็กที่บกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
7) เด็กที่บกพร่องทางการเรียนรู้
8) เด็กออทิสติก
9) เด็กพิการซ้อน



         1) เด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา (Children with Intellectual Disabilities) หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญาหรือเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ย เมื่อเทียบกับเด็กในระดับอายุเดียวกัน มี 2 กลุ่ม คือ เด็กเรียนช้า และเด็กปัญญาอ่อน

               ⊗เด็กเรียนช้า
-สามารถเรียนในชั้นเรียนปกติได้
-เด็กที่มีความสามารถในการเรียนล่าช้ากว่าเด็กปกติ
-ขาดทักษะในการเรียนรู้
-มีความบกพร่องทางสติปัญญาเพียงเล็กน้อย
-มีระดับสติปัญญา (IQ) ประมาณ 71-90
     สาเหตุของการเรียนช้า แบ่งออกเป็น 2 ปัจจัย

1) ภายนอก
-เศรษฐกิจของครอบครัว
-การสร้างเสริมประสบการณ์ให้เด็ก
-สภาวะทางอารมณ์ของคนในครอบครัว
-การเข้าเรียนไม่สม่ำเสมอ
-วิธีการสอนไม่มีประสิทธิภาพ

2) ภายใน
-พัฒนาการล่าช้า
-การเจ็บป่วย

               ⊗เด็กปัญญาอ่อน
-ระดับสติปัญญาต่ำ
-พัฒนาการล่าช้าไม่เหมาะสมกับวัย
-มีพฤติกรรมการปรับตนบกพร่อง
-อาการแสดงก่อนอายุ 18
         
         เด็กปัญญาอ่อนแบ่งตามระดับสติปัญญา (IQ) ได้ 4 กลุ่ม

1) เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนักมาก IQ ต่ำกว่า 20
     -ไม่สามารถเรียนรู้ทักษะด้านต่างๆได้เลย
     -ต้องการเฉพาะการดูแลรักษาพยาบาลเท่านั้น
2) เด็กปัญญาอ่อนขนาดหนัก IQ 20-34
     -ไม่สามารถเรียนได้ ต้องการเฉพาะการฝึกหัดการช่วยเหลือตัวเองในกิจวัตรประจำวันเบื้องต้นง่ายๆ
     -กลุ่มนี้เรียกโดยทั่วไปว่า C.M.R (Custodial Mental Retardation)
3) เด็กปัญญาอ่อนขนาดปานกลาง IQ 35-49
     -พอที่จะฝึกอบรมและเรียนทักษะเบื้องต้นง่ายๆได้
     -สามารถฝึกอาชีพ หรือทำงานง่ายๆที่ไม่ต้องใช้ความละเอียดลออได้
     -เรียกโดยทั่วไปว่า T.M.R (Trainable Mentally Retarded)
4) เด็กปัญญาอ่อนขนาดน้อย IQ 50-70
     -เรียนในระดับประถมศึกษาได้
     -สามารถฝึกอาชีพและงานง่ายๆได้
     -เรียกโดยทั่วไปว่า E.M.R (Educable Mentally Retarded)

ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางสติปัญญา
-ไม่พูด หรือพูดได้ไม่สมวัย
-ช่วงความนใจสั้น วอกแวก
-ความคิดและอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย รอคอยไม่ได้
-ทำงานช้า
-รุนแรง ไม่มีเหตุผล
-อวัยวะบางส่วนมีรูปร่างผิดปกติ กล้ามเนื้อทำงานไม่ประสานกัน
-ช่วยตนเองได้น้อยกว่าเด็กในวัยเดียวกัน

                                                     ดาวน์ซินโดรม Down Syndrome


                 
สาเหตุ
-ความผิดปกติของโครโมโซมคู่ที่ 21
-ที่พบบ่อยคือโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมา 1 แท่ง (Trisomy 21)

อาการ
-ศีรษะเล็กและแบน คอสั้น
-หน้าแบน ดั้งจมูกแบน
-ตาเฉียงขึ้น ปากเล็ก
-ใบหูเล็กและอยู่ต่ำ รูหูส่วนนอกจะตีบกว่าปกติ
-เพดานปากโค้งนูน ขากรรไกรบนไม่เจริญเติบโต
-ช่องปากแคบ ลิ้นยื่น ฟันขึ้นช้าและไม่เป็นระเบียบ
-มือแบนกว้าง นิ้วมือสั้น
-เส้นลายมือตัดขวาง นิ้วก้อยโค้งงอ
-ช่องระหว่างนิ้วเท้าที่ 1 และ 2 กว้าง
-มีความผิดปกติในระบบต่างๆของร่างกาย
-บกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
-อารมณ์ดีเลี้ยงง่าย ร่างเริง เป็นมิตร
-มีปัญหาในการใช้ภาษาและการพูด
-อวัยวะเพศมักเจริญเติบโตไม่เต็มที่ทั้งในชายและหญิง

การตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดกลุ่มอาการดาวน์
-การเจาะเลือดของมารดาในระหว่างที่ตั้งครรภ์
-อัลตราซาวด์
-การตัดชิ้นเนื้อรก
-การเจาะน้ำคร่ำ

          2) เด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน (Children with Hearing Impaired) หมายถึง เด็กที่มีความบกพร่อง หรือสูญเสียการได้ยิน เป็นเหตุให้การรับฟังเสียงต่างๆได้ไม่ชัดเจน มี 2 ประเภท คือ เด็กหูตึง และ เด็กหูหนวก



               ✡เด็กหูตึง หมายถึง เด็กที่สูญเสียการได้ยิน แต่สามารถรับข้อมูลได้ โดยใช้เครื่องช่วยฟัง จำแนกกลุ่มย่อยได้ 4 กลุ่ม
1)เด็กหูตึงระดับน้อย ได้ยินตั้งแต่ 26-40 dB
             เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงเบาๆ เช่น เสียงกระซิบ หรือเสียงจากที่ไกลๆ

2)เด็กหูตึงระดับปานกลาง ได้ยินตั้งแต่ 41-55 dB
-เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงพูดคุยที่ดังในระดับปกติในระยะห่าง 3-5 ฟุต และไม่เห็นหน้าผู้พูด
-จะไม่ได้ยิน ได้ยินไม่ชัด จับใจความไม่ได้
-มีปัญหาในการพูดเล็กน้อย เช่น พูดไม่ชัด ออกเสียงเพี้ยน พูดเสียงเบา หรือเสียงผิดปกติ

3)เด็กหูตึงระดับมาก ได้ยินตั้งแต่ 56-70 dB
-เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังและเข้าใจคำพูด
-เมื่อพูดคุยกันด้วยเสียงดังเต็มที่ก็ยังไม่ได้ยิน
-มีปัญหาในการรับฟังเสียงหลายเสียงพร้อมกัน
-มีพัฒนาการทางด้านภาษาและการพูดช้ากว่าปกติ
-พูดไม่ชัด เสียงเพี้ยน บางคนไม่พูด

4)เด็กหูตึงระดับรุนแรง ได้ยินตั้งแต่ 71-90 dB
-เด็กจะมีปัญหาในการรับฟังเสียงและการเข้าใจคำพูดอย่างมาก
-ได้ยินเฉพาะเสียงที่ดังใกล้หูในระยะ 1 ฟุต
-การพูดคุยด้วยต้องตะโกนหรือใช้เครื่องขยายเสียง
-เด็กจะมีปัญหาในการแยกเสียง
-เด็กมักพูดไม่ชัดและมีเสียงผิดปกติ บางคนไม่พูด

               ✡เด็กหูหนวก

-เด็กที่สูญเสียการได้ยินมากถึงขนาดที่ทำให้หมดโอกาสที่จะเข้าใจภาษาพูดจากการได้ยิน
-เครื่องช่วยฟังไม่สามารถช่วยได้
-ไม่สามารถเข้าใจหรือใช้ภาษาพูดได้
-ระดับการได้ยินตั้งแต่ 91 dB ขึ้นไป

ลักษณะของเด็กที่บกพร่องทางการได้ยิน
♯ไม่ตอบสนองเสียงพูด เสียงดนตรี มักตะแคงหูฟัง
♯ไม่พูด มักแสดงท่าทาง
♯พูดไม่ถูกหลักไวยากรณ์
♯พูดด้วยเสียงแปลก มักเปล่งเสียงสูง
♯พูดด้วยเสียงต่ำหรือด้วยเสียงที่ดังเกินความจำเป็น
♯เวลาฟังมักจะมองปากของผู้พูด หรือจ้องหน้าผู้พูด
♯รู้สึกไวต่อการสั่นสะเทือนและการเคลื่อนไหวรอบตัว
♯มักทำหน้าเด๋อเมื่อมีการพูดด้วย

           3)เด็กที่บกพร่องทางการเห็น (Children with Visual Impairments)
★เด็กที่มองไม่เห็นหรือพอเห็นแสง เห็นเลือนราง
★มีความบกพร่องทางสายตาทั้งสองข้าง
★สามารถเห็นได้ไม่ถึง 1/10 ของคนสายตาปกติ
★มีลานสายตากว้างไม่ถึง 30 องศา
      จำแนกได่เป็น 2 ประเภท คือ เด็กตาบอด และ เด็กตาบอดไม่สนิท

              ♣เด็กตาบอด

-เด็กที่ไม่สามารถมองเห็นได้เลย หรือมองเห็นบ้าง
-ต้องใช้ประสาทสัมผัสอื่นในการเรียนรู้
-มีสายตาข้างดีมองเห็นได้ในระยะ 6/60 , 20/200 ลงมาจนถึงบอดสนิท
-มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุด แคบกว่า 5 องศา

               ♣เด็กตาบอดไม่สนิท

-เด็กที่มีความบกพร่องทางสายตา
-สามารถมองเห็นบ้าง แต่ไม่เท่ากับเด็กปกติ
-เมื่อทดสอบสายตาข้างดีจะอยู่ในระดับ 6/18 , 20/60 , 6/60 , 20/200 หรือน้อยกว่านั้น
-มีลานสายตาโดยเฉลี่ยอย่างสูงสุดกว้างไม่เกิน 30 องศา

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางการเห็น
-เดินงุ่มง่าม ชนและสะดุดวัตถุ
-มองเห็นสีผิดไปจากปกติ
-มักบ่นว่าปวดศีรษะ คลื่นไส้ ตาลาย คันตา
-ก้มศีรษะชิดกับงาน หรือของเล่นที่วางอยู่ตรงหน้า
-เพ่งตา หรี่ตา หรือปิดตาข้างหนึ่งเมื่อใช้สายตา
-ตาและมือไม่สัมพันธ์กัน
-มีความลำบากในการจำ และแยกแยะสิ่งที่เป็นรูปร่างทางเรขาคณิต

               

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 


            ทำให้รู้ว่าเด็กพิเศษมีทั้งหมดประเภท เด็กพิเศษแต่ละประเภทมีลักษณะอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะเป็นความรู้ในการสังเกตเด็ก ว่ามีความผิดปกติแบบไหนบ้าง และเป็นประเภทไหน


การประเมินผล 


ตนเอง ตั้งใจเรียน และเข้าใจในสิ่งที่อาจารย์สอน พยายามตอบคำถามที่อาจารย์ได้ถาม

เพื่อน อาจมีคุยกันบ้าง แต่ส่วนมากก็ตั้งใจเรียน

อาจารย์ เตรียมข้อมูลการสอนมาพร้อมมากๆ มีคลิปวิดีโอหรือรูปภาพมาประกอบการเรียน ทำให้นักศึกษาเข้าใจมากขึ้น วิธีการสอนของอาจารย์ไม่น่าเบื่อเลย สนุกมาก



                         ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั่นลายน่ารัก
                   



  

วันพฤหัสบดีที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2



วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2560 เวลา 13.30 - 16.30 น.


                       รูปภาพที่เกี่ยวข้อง
                                 

ความรู้ที่ได้รับ                        



        ชื่อทางการของวิชานี้คือ "Children with special needs" หรือในภาษาไทยเรียกว่า "เด็กที่มีความต้องการพิเศษ"และสำหรับเด็กพิเศษที่อยู่ในระดับปฐมวัยจะเรียกว่า "Early Childhood with special needs"


        ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการแพทย์ มักจะเรียกว่าเด็กพิการ ซึ่งก็คือเด็กที่มีความผิดปกติทางกาย ทางสติปัญญาหรือทางจิตใจ แต่ในทางการศึกษา หมายถึงเด็กที่จำเป็นต้องมีการเรียนการสอนต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ

         ปรัชญาของวิชานี้คือ All Children Can Learn เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้

                                                                 


     ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก

1.ด้านชีวภาพ คือด้านร่างกายของตัวเด็กเอง
2.ด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด คือตอนที่อยู่ในครรภ์แม่ แม่อาจจะดูแลครรภ์ได้ไม่ดี ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบกับตัวเด็กโดยตรง
3.ด้านกระบวนการคลอด เกิดจากการที่รกพันคอเด็กทำให้เด็กขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หรือการที่เด็กสำลักน้ำคร่ำของแม่
4.ด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด คือการดูแลเอาใจใส่ของบุคคลที่เลี้ยงดูเด็กหรือการเกิดอุบัติเหตุ


      สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ

1.พันธุกรรม เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้าตั้งแต่เกิด หรือระยะไม่นานหลังเกิด จะมีการผิดปกติตั้งแต่เกิดร่วมด้วย เช่น
    -ผิวเผือก (Albinism) ลักษณะคือ ผิวหนังมีสีขาวเผือก ผมหรือขนตามร่างกายจะเป็นสีขาว ผิวค่อนข้างบาง อายุจะไม่ค่อยยืนมากนัก โดนแดดมากไม่ได้เพราะจะทำให้แสบผิวหนังมากและเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

                                                                 

    -ท้าวแสนปม (Neurofibromatosis) ลักษณะคือ จะเป็นก้อนเนื้อขึ้นตามร่างกาย มีประมาณ 5,000-6,000 ตุ่ม สำหรับคนเป็นหนัก จะไม่มีอาการเจ็บหรือปวดตามก้อนเนื้อ จะมีปัญหาเรื่องการทำความสะอาดมาก เนื่องจากมีก้อนเนื้อขึ้นตามร่างกายเป็นจำนวนมาก ส่วนมากจะขึ้นตามข้อพับขา แขน หรือบริเวณอกเป็นส่วนใหญ่ และมีวิธีสังเกตว่าเสี่ยงต่อการเป็นท้าวแสนปมหรือไม่ ดังนี้

                                  1)มีปานสีกาแฟใส่นมอย่างน้อย 6 ตำแหน่ง

                                  2)พบก้อนเนื้องอกตามผิวหนัง 2 ตุ่มขึ้นไป
                               
                                  3)พบกระบริเวณรักแร้หรือข้อพับต่างๆ

                                  4)พบก้อนเนื้องอกในเส้นประสาทตา

                                  5)พบเนื้องอกของม่านตา 2 ตำแหน่งขึ้นไป

                                  6)พบความผิดปกติของกระดูก

                                  7)มีประวัติคนในครอบครัว



     -ปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft Lip / Cleft Palate) เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่จะพบในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน สาเหตุมาจากการที่แม่อาจจะไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพร่างกายในขณะตั้งครรภ์ หรือแม่อาจจะดื่มเหล้า สูบบุหรี่มากจนเกินไป บุคคลที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาด้านการพูด การออกเสียง การดูดกลืนอาหาร




     -ธาลัสซีเมีย (Thalassaemia) เป็นโรคเลือดจาง ที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม เกิดจากเม็ดเลือดไม่แข็งแรง แตกง่าย ซึ่งอาการของคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซีด ตาเหลือง ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต สีผิวดำคล้ำ สาเหตุมาจากพ่อและแม่ที่เป็นโรคนี้หรือพ่อแม่ที่มียีนส์แฝง



2.โรคของระบบประสาท เด็กที่เป็นเด็กพิเศษจะมีอาการทางระบบประสาทรวมอยู่ด้วย อาการที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการชัก


3.การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์และการติดเชื้อภายหลังจากการคลอด
             การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น แม่มีเชื้อHIVลูกที่อยู่ในครรภ์ก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื่อร่วมไปด้วย
             การติดเชื้อภายหลังจากการคลอด เช่น แม่เป็นซิฟิลิสหรือหนองใน ถ้าคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะส่งผลให้ลูกติดเชื้อไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าแม่เป็นซิฟิลิสหรือหนองในต้องคลอดด้วยวิธีการผ่าคลอดเท่านั้น


4.ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม เป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยมากที่สุด คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ อาการของคนที่เป็นโรคนี้ คือ 1)หนาวง่าย 2)เหนื่อยง่าย 3)ผิวแห้ง 4)ผมแห้ง 5)เซื่องซึม 6)ง่วงนอนตลอดเวลา 7)ขี้หลงขี้ลืม 8)ท้องผูก


5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยและภาวะขากออกซิเจน


6.สารเคมี
   
       -ตะกั่ว พบในภาชนะที่มีรอยเชื่อมชัดเจน ละลายได้ง่ายเมื่อเจอความร้อน ตะกั่วมีผลต่อเด็กและการศึกษามากที่สุด เมื่อรับประทานอาหารที่มีสารตะกั่วผสมอยู่มากๆจะทำให้มีอาการซึมเศร้า เคลื่อนไหวร่างกายเชื่องช้า ผิวหมองคล้ำ
       -แอลกอฮอล์ แม่ดื่มแอลกอฮอล์มากขณะที่กำลังตั้งครรภ์ ลูกคลอดออกมาจะตัวเล็ก สติปัญญาบกพร่อง เด็กที่เกิดมาจะเรียกว่า Fetal alcohol syndrome,FAS เด็กจะมีลักษณะช่องตาสั้น ริมฝีปากบาง จมูกแบน ปลายจมูกเชิดขึ้น
       -นิโคติน แม่สูบบุหรี่ตอนท้องส่งผลให้เด็กคลอดออกมาแล้วตัวเล็ก ขาดสารอาหาร สติปัญญาบกพร่อง สมาธิสั้น มีปัญหาด้านการเข้าสังคม


7.เลี้ยงดูไม่เหมาะสม เช่น เด็กขาดสารอาหาร มีผลกระทบน้อยกว่าข้ออื่นๆ


8.สาเหตุอื่นๆ เช่น การเกิดอุบัติเหตุต่างๆ



        อาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ

-มีพัฒนาการล่าช้ามากกว่า 1 ด้าน
-ปฏิกิริยาสะท้อนไม่หายไปเมื่อถึงช่วงอายุ โดยทั่วไปจะหายไปก่อนอายุ 1 ขวบ ปฏิกิริยาสะท้อนของเด็ก เช่น เมื่อเราเอานิ้วจิ้มลงไปบนมือเด็ก เด็กจะกำนิ้วเราทันที หรือเมื่อเด็กนอนคว่ำ เด็กก็จะชันคอขึ้นมาเองตามอัตโนมัติ


        แนวคิดทางการวินิจฉัย

1.ซักประวัติ เช่น โรคทางพันธุกรรม ปัญหาพฤติกรรม เมื่อหลังจาการซักถามแล้ว หมอจะสามารถรู้ได้ว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าแบบคงที่หรือถดถอย
2.การตรวจร่างกาย คือการตรวจร่างกายทั่วๆไป การมองเห็นและการได้ยิน
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ
4.การะประเมินพัฒนาการ แบ่งออกเป็น
       -แบบไม่เป็นทางการ คือ ไม่มีอุปกรณ์ ใช้สายตาในการสังเกต และวิธีที่ครูนิยมใช้มากที่สุดคือ การพูดคุยสอบถามกับผู้ปกครอง
       -แบบที่ใช้ในเวชปฏิบัติ เช่น แบบทดสอบ , คู่มือส่งเสริมพัฒนาการ


การนำความรู้ไปประยุต์ใช้


       ทำให้เข้าใจเด็กพิเศษในประเภทต่างๆได้มากขึ้น ว่าสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง



การประเมินผล


🐢ตนเอง ตั้งใจเรียน เข้าใจในเนื้อหาที่อาจารย์สอน

🐢เพื่อน ให้ร่วมมือในการเรียน ช่วยกันตอบคำถาม

🐢อาจารย์ มีความพร้อมในการสอน เตรียมข้อมูลในการสอน และมีวิธีการสอนทฤษฎีที่ไม่น่าเบื่อ ทำให้นักศึกษาไม่ง่วง เข้าใจเนื้อหาได้ดี



                                                              



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 1 


วันศุกร์ ที่ 6 มกราคม พ.ศ.2560  เวลา 13.30 - 16.30 น.





ความรู้ที่ได้รับ


           สัปดาห์นี้เป็นครั้งแรกที่มีการเรียนการสอน อาจารย์แจก Course Syllabus และได้อธิบายว่ารายวิชานี้จะเรียนเกี่ยวกับอะไร วิธีการเรียน ชิ้นงานและเกณฑ์การให้คะแนน หลังจากนั้นอาจารย์ได้ให้นักศึกษาทุกคนทำแบบทดสอบก่อนเรียนเกี่ยวกับวิชานี้ เพื่อทดสอบว่ามีความรู้เกี่ยวกับวิชานี้มากน้อยแค่ไหน หลังจากที่ทำแบบทดสอบเสร็จอาจารย์ได้แจกใบปั้มเช็คชื่อเข้าเรียน 



การนำไปประยุกต์ใช้



         ทำให้ได้เตรียมตัวกับเนื้อหาวิชาที่จะเรียนในวิชานี้



การประเมินผล


🎅ตนเอง พร้อมในการเรียน แต่ความรู้ในวิชานี้ยังมีไม่มาก

🎅เพื่อน ยังไม่ค่อยมีความพร้อมในการเข้าเรียน เพราะคนขาดค่อนข้างมาก ในสัปดาห์นี้

🎅อาจารย์ มีความพร้อมในการสอน อารมณ์ดี แต่งกายเรียบร้อยเหมาะสม