บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 2
วันศุกร์ ที่ 13 มกราคม พ.ศ.2560 เวลา 13.30 - 16.30 น.
ความรู้ที่ได้รับ ⛵
ชื่อทางการของวิชานี้คือ "Children with special needs" หรือในภาษาไทยเรียกว่า "เด็กที่มีความต้องการพิเศษ"และสำหรับเด็กพิเศษที่อยู่ในระดับปฐมวัยจะเรียกว่า "Early Childhood with special needs"
ความหมายของเด็กที่มีความต้องการพิเศษทางการแพทย์ มักจะเรียกว่าเด็กพิการ ซึ่งก็คือเด็กที่มีความผิดปกติทางกาย ทางสติปัญญาหรือทางจิตใจ แต่ในทางการศึกษา หมายถึงเด็กที่จำเป็นต้องมีการเรียนการสอนต่างไปจากเด็กคนอื่นๆ
ปรัชญาของวิชานี้คือ All Children Can Learn เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้
★ ปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็ก
1.ด้านชีวภาพ คือด้านร่างกายของตัวเด็กเอง
2.ด้านสภาพแวดล้อมก่อนคลอด คือตอนที่อยู่ในครรภ์แม่ แม่อาจจะดูแลครรภ์ได้ไม่ดี ดื่มเหล้าหรือสูบบุหรี่ ซึ่งทำให้ส่งผลกระทบกับตัวเด็กโดยตรง
3.ด้านกระบวนการคลอด เกิดจากการที่รกพันคอเด็กทำให้เด็กขาดออกซิเจนไปเลี้ยงสมอง หรือการที่เด็กสำลักน้ำคร่ำของแม่
4.ด้านสภาพแวดล้อมหลังคลอด คือการดูแลเอาใจใส่ของบุคคลที่เลี้ยงดูเด็กหรือการเกิดอุบัติเหตุ
★ สาเหตุที่ทำให้เกิดความบกพร่องทางพัฒนาการ
1.พันธุกรรม เด็กจะมีพัฒนาการล่าช้าตั้งแต่เกิด หรือระยะไม่นานหลังเกิด จะมีการผิดปกติตั้งแต่เกิดร่วมด้วย เช่น
-ผิวเผือก (Albinism) ลักษณะคือ ผิวหนังมีสีขาวเผือก ผมหรือขนตามร่างกายจะเป็นสีขาว ผิวค่อนข้างบาง อายุจะไม่ค่อยยืนมากนัก โดนแดดมากไม่ได้เพราะจะทำให้แสบผิวหนังมากและเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง
1)มีปานสีกาแฟใส่นมอย่างน้อย 6 ตำแหน่ง
2)พบก้อนเนื้องอกตามผิวหนัง 2 ตุ่มขึ้นไป
3)พบกระบริเวณรักแร้หรือข้อพับต่างๆ
4)พบก้อนเนื้องอกในเส้นประสาทตา
5)พบเนื้องอกของม่านตา 2 ตำแหน่งขึ้นไป
6)พบความผิดปกติของกระดูก
7)มีประวัติคนในครอบครัว
-ปากแหว่งเพดานโหว่ (Cleft Lip / Cleft Palate) เป็นมาตั้งแต่กำเนิด ส่วนใหญ่จะพบในครอบครัวที่ค่อนข้างยากจน สาเหตุมาจากการที่แม่อาจจะไม่ค่อยได้ดูแลสุขภาพร่างกายในขณะตั้งครรภ์ หรือแม่อาจจะดื่มเหล้า สูบบุหรี่มากจนเกินไป บุคคลที่เป็นโรคนี้จะมีปัญหาด้านการพูด การออกเสียง การดูดกลืนอาหาร
-ธาลัสซีเมีย (Thalassaemia) เป็นโรคเลือดจาง ที่มีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางพันธุกรรม เกิดจากเม็ดเลือดไม่แข็งแรง แตกง่าย ซึ่งอาการของคนที่เป็นโรคนี้จะมีอาการซีด ตาเหลือง ตัวเหลือง ตับโต ม้ามโต สีผิวดำคล้ำ สาเหตุมาจากพ่อและแม่ที่เป็นโรคนี้หรือพ่อแม่ที่มียีนส์แฝง
2.โรคของระบบประสาท เด็กที่เป็นเด็กพิเศษจะมีอาการทางระบบประสาทรวมอยู่ด้วย อาการที่พบบ่อยที่สุด คือ อาการชัก
3.การติดเชื้อ แบ่งออกเป็น การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์และการติดเชื้อภายหลังจากการคลอด
การติดเชื้อตั้งแต่อยู่ในครรภ์ เช่น แม่มีเชื้อHIVลูกที่อยู่ในครรภ์ก็จะเสี่ยงต่อการติดเชื่อร่วมไปด้วย
การติดเชื้อภายหลังจากการคลอด เช่น แม่เป็นซิฟิลิสหรือหนองใน ถ้าคลอดลูกด้วยวิธีธรรมชาติจะส่งผลให้ลูกติดเชื้อไปด้วย เพราะฉะนั้นถ้าแม่เป็นซิฟิลิสหรือหนองในต้องคลอดด้วยวิธีการผ่าคลอดเท่านั้น
4.ความผิดปกติของเมตาบอลิซึม เป็นปัญหาสาธารณสุขของไทยมากที่สุด คือ ไทรอยด์ฮอร์โมนในเลือดต่ำ อาการของคนที่เป็นโรคนี้ คือ 1)หนาวง่าย 2)เหนื่อยง่าย 3)ผิวแห้ง 4)ผมแห้ง 5)เซื่องซึม 6)ง่วงนอนตลอดเวลา 7)ขี้หลงขี้ลืม 8)ท้องผูก
5.ภาวะแทรกซ้อนระยะแรกเกิด การคลอดก่อนกำหนด น้ำหนักตัวแรกเกิดน้อยและภาวะขากออกซิเจน
6.สารเคมี
-ตะกั่ว พบในภาชนะที่มีรอยเชื่อมชัดเจน ละลายได้ง่ายเมื่อเจอความร้อน ตะกั่วมีผลต่อเด็กและการศึกษามากที่สุด เมื่อรับประทานอาหารที่มีสารตะกั่วผสมอยู่มากๆจะทำให้มีอาการซึมเศร้า เคลื่อนไหวร่างกายเชื่องช้า ผิวหมองคล้ำ
-แอลกอฮอล์ แม่ดื่มแอลกอฮอล์มากขณะที่กำลังตั้งครรภ์ ลูกคลอดออกมาจะตัวเล็ก สติปัญญาบกพร่อง เด็กที่เกิดมาจะเรียกว่า Fetal alcohol syndrome,FAS เด็กจะมีลักษณะช่องตาสั้น ริมฝีปากบาง จมูกแบน ปลายจมูกเชิดขึ้น
-นิโคติน แม่สูบบุหรี่ตอนท้องส่งผลให้เด็กคลอดออกมาแล้วตัวเล็ก ขาดสารอาหาร สติปัญญาบกพร่อง สมาธิสั้น มีปัญหาด้านการเข้าสังคม
7.เลี้ยงดูไม่เหมาะสม เช่น เด็กขาดสารอาหาร มีผลกระทบน้อยกว่าข้ออื่นๆ
8.สาเหตุอื่นๆ เช่น การเกิดอุบัติเหตุต่างๆ
★ อาการของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการ
-มีพัฒนาการล่าช้ามากกว่า 1 ด้าน
-ปฏิกิริยาสะท้อนไม่หายไปเมื่อถึงช่วงอายุ โดยทั่วไปจะหายไปก่อนอายุ 1 ขวบ ปฏิกิริยาสะท้อนของเด็ก เช่น เมื่อเราเอานิ้วจิ้มลงไปบนมือเด็ก เด็กจะกำนิ้วเราทันที หรือเมื่อเด็กนอนคว่ำ เด็กก็จะชันคอขึ้นมาเองตามอัตโนมัติ
★ แนวคิดทางการวินิจฉัย
1.ซักประวัติ เช่น โรคทางพันธุกรรม ปัญหาพฤติกรรม เมื่อหลังจาการซักถามแล้ว หมอจะสามารถรู้ได้ว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้าแบบคงที่หรือถดถอย
2.การตรวจร่างกาย คือการตรวจร่างกายทั่วๆไป การมองเห็นและการได้ยิน
3.การสืบค้นทางห้องปฏิบัติการ เช่น การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ
4.การะประเมินพัฒนาการ แบ่งออกเป็น
-แบบไม่เป็นทางการ คือ ไม่มีอุปกรณ์ ใช้สายตาในการสังเกต และวิธีที่ครูนิยมใช้มากที่สุดคือ การพูดคุยสอบถามกับผู้ปกครอง
-แบบที่ใช้ในเวชปฏิบัติ เช่น แบบทดสอบ , คู่มือส่งเสริมพัฒนาการ
การนำความรู้ไปประยุต์ใช้ ⛵
ทำให้เข้าใจเด็กพิเศษในประเภทต่างๆได้มากขึ้น ว่าสาเหตุเกิดจากอะไรบ้าง
การประเมินผล ⛵
🐢ตนเอง ตั้งใจเรียน เข้าใจในเนื้อหาที่อาจารย์สอน
🐢เพื่อน ให้ร่วมมือในการเรียน ช่วยกันตอบคำถาม
🐢อาจารย์ มีความพร้อมในการสอน เตรียมข้อมูลในการสอน และมีวิธีการสอนทฤษฎีที่ไม่น่าเบื่อ ทำให้นักศึกษาไม่ง่วง เข้าใจเนื้อหาได้ดี







ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น