วันจันทร์ที่ 8 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 11


วันศุกร์ ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2560



                            รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

ความรู้ที่ได้รับ 🎈


3. ทักษะการช่วยเหลือตนเอง

           เรียนรู้การดำรงชีวิตโดยอิสระให้มากที่สุด
                              การกินอยู่
                              การเข้าห้องน้ำ
                              การแต่งตัว
                     
                  กิจวัตรต่างๆในชีวิตประจำวัน    
    
           การสร้างความอิสระ 
  ↣เด็กอยากช่วยเหลือตนเอง
  ↣อยากทำงานตามความสามารถ
  ↣เด็กเลียนแบบการช่วยเหลือตนเองจากเพื่อน เด็กที่โตกว่า และผู้ใหญ่
           ความสำเร็จเป็นสิ่งสำคัญ
   🍂การได้ทำด้วยตนเอง
   🍂เชื่อมั่นในตนเอง
   🍂เรียนรู้ความรู้สึกที่ดี
           หัดให้เด็กทำเอง
    ☕ ไม่ช่วยเหลือเกินความจำเป็น (ใจแข็ง)
    ☕ผู้ใหญ่มักทำสิ่งต่างๆให้เด็กมากเกินไป
    ☕ทำให้แม้กระทั่งสิ่งที่เด็กสามารถทำได้เองหากให้เวลาเขาทำ
    ☕“ หนูทำช้า ”  “ หนูยังทำไม่ได้ ” 
            จะช่วยเมื่อไหร่
    🌼เด็กก็มีบางวันที่ไม่อยากทำอะไร , หงุดหงิด , เบื่อ , ไม่ค่อยสบาย
    🌼หลายครั้งเด็กจะขอความช่วยเหลือในสิ่งที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว
    🌼เด็กรู้สึกว่ายังมีผู้ใหญ่ที่พึ่งได้ แต่ต้องได้รับความช่วยเหลือเฉพาะสิ่งที่เด็กต้องการ
    🌼มักช่วยเด็กในช่วงกิจกรรม

            ลำดับขั้นการช่วยเหลือตนเอง
     🍷แบ่งทักษะการช่วยเหลือตนเองออกเป็นขั้นย่อยๆ
     🍷เรียงลำดับตามขั้นตอน
-การเข้าส้วม
   เข้าไปในห้องส้วม
   •ดึงกางเกงลงมา
   •ก้าวขึ้นไปนั่งบนส้วม
   •ปัสสาวะหรืออุจจาระ
   •ใช้กระดาษชำระเช็ดก้น
   •ทิ้งกระดาษชำระในตะกร้า
   •กดชักโครกหรือตักน้ำราด
   •ดึงกางเกงขึ้น
   •ล้างมือ
   •เช็ดมือ
   •เดินออกจากห้องส้วม

                   สรุป
              -ครูต้องพยายามให้เด็กทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง
              -ย่อยงานแต่ละอย่างเป็นขั้นๆ
              -ความสำเร็จขั้นเล็กๆนำไปสู่ความสำเร็จทั้งมวล
              -ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจในตนเอง
              -เด็กพึ่งตนเองได้ รู้สึกเป็นอิสระ

4. ทักษะพื้นฐานทางการเรียน
            เป้าหมาย
     🍈การช่วยให้เด็กแต่ละคนเรียนรู้ได้ 
     🍈มีความรู้สึกดีต่อตนเอง
     🍈เด็กรู้สึกว่า “ฉันทำได้”
     🍈พัฒนาความกระตือรือร้น อยากรู้อยากเห็น
      🍈อยากสำรวจ อยากทดลอง
            ช่วงความสนใจ
      🍁ต้องมีก่อนการเรียนรู้อื่นๆ
      🍁จดจ่อต่อกิจกรรมในช่วงเวลาหนึ่งได้นานพอสมควร

การเลียนแบบ
            การทำตามคำสั่ง คำแนะนำ
       🌷เด็กได้ยินสิ่งที่ครูพูดชัดหรือไม่
       🌷เด็กเข้าใจคำศัพท์ที่ครูใช้หรือไม่
       🌷คำสั่งยุ่งยากซับซ้อนไปหรือไม่
            การรับรู้ การเคลื่อนไหว
       🍗ได้ยิน เห็น สัมผัส ลิ้มรส กลิ่น
       🍗ตอบสนองอย่างเหมาะสม
            ความจำ
        🌿จากการสนทนา
        🌿เมื่อเช้าหนูทานอะไร
        🌿แกงจืดที่เรากินใส่อะไรบ้าง
        🌿จำตัวละครในนิทาน 
        🌿จำชื่อครู เพื่อนเล่นเกมทายของที่หายไป

การวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ
   📌จัดกลุ่มเด็ก
   📌เริ่มต้นเรียนรู้โดยใช้ช่วงเวลาสั้นๆ
   📌ให้งานเด็กแต่ละคนอย่างชัดเจนว่าต้องทำที่ไหน
   📌ติดชื่อเด็กตามที่นั่ง
   📌ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
   📌ใช้อุปกรณ์ที่เด็กคุ้นเคย
   📌บันทึกว่าเด็กชอบอะไรที่สุด
   📌รู้ว่าเมื่อไหร่จะเปลี่ยนงาน
   📌มีอุปกรณ์ไว้สับเปลี่ยนใกล้มือ
   📌เตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อนเด็กมาถึง
    📌พูดในทางที่ดี
    📌จัดกิจกรรมให้เด็กได้เคลื่อนไหว
    📌ทำบทเรียนให้สนุก

การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 🎈

       ได้รู้ถึงลำดับขั้นในการช่วยเหลือตนเอง  ได้เรียนรู้ถึงการวางแผนการเตรียมพื้นฐานทางวิชาการ

การประเมินผล 🎈

💐ตนเอง  ตั้งใจเรียน มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็น
💐เพื่อน    สนใจในเนื้อหาการเรียนเป็นอย่างดี
💐อาจารย์   มีการเตรียมความพร้อมในการสอน อาจารย์จะใช้วิธีการยกตัวอย่างเพื่อให้นักศึกษาเข้าใจในบทเรียน อาจารย์สอนเรื่องที่ยากๆให้กลายเป็นเรื่องที่ง่ายๆ น่าสนใจ และจดจำได้ดี

                               ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั่นลายน่ารัก




วันพฤหัสบดีที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 10


วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน พ.ศ.2560



           


ความรู้ที่ได้รับ 🐤


               การส่งเสริมพัฒนาการและการปรับพฤติกรรมเด็กปฐมวัยที่มีความต้องการพิเศษ

- เพื่อให้เด็กสามารถช่วยเหลือตนเองได้ในชีวิตประจำวัน
- ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้ใกล้เคียงกับคนปกติมากที่สุด
- เน้นการดูแลแบบองค์รวม (Holistic Approach)

     1)การฟื้นฟูสมรรถภาพทางการศึกษา
♦ เพิ่มทักษะพื้นฐานด้านสังคม การสื่อสาร และทักษะทางความคิด
♦ เกิดผลดีในระยะยาว
♦ เน้นการเตรียมพร้อมเพื่อให้เด็กสามารถใช้ในชีวิตประจำวันจริงๆแทนการฝึกแต่เพียงทักษะทางวิชาการ
♦ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program; IEP)
♦ โรงเรียนการศึกษาพิเศษเฉพาะทาง โรงเรียนนร่วม ห้องเรียนคู่ขนาน

      2)การฟื้นฟูสมรรถภาพทางสังคม
♦ การฝึกฝนทักษะในชีวิตประจำวัน (Activity Daily Living Training)
♦ การฝึกฝนทักษะสังคม (Social Skill Training)
♦ การสอนเรื่องราวทางสังคม (Social Story)

       3)การบำบัดทางเลือก
♦ การสื่อความหมายทดแทน (AAC)
♦ ศิลปกรรมบำบัด (Art Therapy)
♦ ดนตรีบำบัด (Music Therapy)
♦ การฝังเข็ม (Acupuncture)
♦ การบำบัดด้วยสัตว์ (Animal Therapy)


การสื่อความหมายทดแทน (Augmentative and Alternative Communication ; AAC)
- การรับรู้ผ่านการมอง (Visual Strategies)
- โปรแกรมแลกเปลี่ยนภาพเพื่อการสื่อสาร (Picture Exchange Communication System ; PECS)
- เครื่องโอภา (Communication Devices)
- โปรแกรมปราศรัย

บทบาทของครู
- ตำแหน่งการนั่งของเด็กไม่ควรให้นั่งติดหน้าต่างหรือประตู
- ให้เด็กนั่งแถวหน้าสุดใกล้โต๊ะครู
- จัดให้เด็กนั่งติดกับนักเรียนที่ไม่ค่อยเล่น ไม่ค่อยคุยในระหว่างเรียน
- ให้เด็กมีกิจกรรม เปลี่ยนอิริยาบถบ้าง

       
             การส่งเสริมทักษะต่างๆของเด็กพิเศษ

1. ทักษะทางสังคม
-เด็กพิเศษที่ขาดทักษะทางสังคมไม่ได้มีสาเหตุมาจากพ่อแม่
-การอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีไม่ได้เป็นเครื่องรับประกันว่าเด็กจะมีพัฒนาการต่างๆอย่างมีความสุข

    กิจกรรมการเล่น
✿ การเล่นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการเรียนรู้ทักษะทางสังคม
✿ เด็กจะสนใจกันเองโดยอาศัยการเล่นเป็นสื่อ
✿ ในช่วงแรกๆเด็กจะไม่มองเด็กคนอื่นเป็นเพื่อน แต่เป็นอะไรบางอย่างที่น่าสำรวจ สัมผัส ผลัก ดึง

    ยุทธศาสตร์การสอน
✿ เด็กพิเศษหลายๆคนไม่รู้วิธีการเล่น ไม่รู้ว่าจะเล่นอย่างไร
✿ ครูเริ่มต้นจากการสังเกตเด็กแต่ละคนอย่างเป็นระบบ
✿ จะบอกได้ว่าเด็กมีทักษะการเล่นแบบใดบ้าง
✿ ครูจดบันทึก
✿ ทำแผน IEP

     การกระตุ้นการเลียนแบบและการเอาอย่าง
✿ วางแผนกิจกรรมการเล่นไว้หลายๆอย่าง
✿ คำนึงถึงเด็กทุกๆคน
✿ ให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเล็กๆ 2-4 คน
✿ เด็กปกติทำหน้าที่เหมือน "ครู" ให้เด็กพิเศษ

     ครูปฏิบัติอย่างไรขณะเด็กเล่น
✿ อยู่ใกล้ๆและเฝ้ามองอย่างสนใจ
✿ ยิ้มและพยักหน้าให้ ถ้าเด็กหันมาหาครู
✿ ไม่ชมเชยหรือสนใจเด็กมากเกินไป
✿ เอาวัสดุอุปกรณ์มาเพิ่ม เพื่อยืดเวลาการเล่น
✿ ให้ความคิดเห็นที่เป็นแรงเสริม

     การให้แรงเสริมทางสังคมในบริบทที่เด็กเล่น
✿ ครูพูดชักชวนให้เด็กร่วมเล่นกับเพื่อน
✿ ทำโดย "การพูดนำของครู"

     ช่วยเด็กทุกคนให้รู้กฎเกณฑ์
✿ ไม่ง่ายสำหรับเด็กพิเศษ
✿ การให้โอกาสเด็ก
✿ เด็กพิเศษต้องเรียนรู้สิทธิต่างๆเหมือนเพื่อนในห้อง
✿ ครูต้องไม่ใช้ความบกพร่องของเด็กพิเศษเป็นเครื่องต่อรอง

2. ทักษะภาษา

      การวัดความสามารถทางภาษา
✤ เข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นพูดไหม
✤ ตอบสนองเมื่อมีคนพูดด้วยไหม
✤ ถามหาสิ่งต่างๆไหม
✤ บอกเล่าเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นไหม
✤ ใช้คำศัพท์ของตัวเองกับเด็กคนอื่นไหม

      การออกเสียงผิด/พูดไม่ชัด
✤ การพูดตกหล่น
✤ การใช้เสียงหนึ่งแทนอีกเสียง
✤ ติดอ่าง

      การปฏิบัติของครูและผู้ใหญ่
✤ ไม่สนใจการพูดซ้ำหรือการออกเสียงไม่ชัด
✤ ห้ามบอกเด็กว่า "พูดช้าๆ" "ตามสบาย" "คิดก่อนพูด"
✤ อย่าขัดจังหวะขณะเด็กพูด
✤ อย่าเปลี่ยนการใช้มือข้างที่ถนัดของเด็ก
✤ ไม่เปรียบเทียบการพูดของเด็กกับเด็กคนอื่น
✤ เด็กที่พูดไม่ชัดอาจเกี่ยวข้องกับการได้ยิน

      ทักษะพื้นฐานทางภาษา
✤ ทักษะการรับรู้ภาษา
✤ การแสดงออกทางภาษา
✤ การสื่อความหมายโดยไม่ใช้คำพูด

      ความรับผิดชอบของครูปฐมวัย
✤ การรับรู้ภาษามาก่อนการแสดงออกทางภาษา
✤ ภาษาที่ไม่ใช่คำพูดมาก่อนภาษาพูด
✤ ให้เวลาเด็กได้พูด
✤ คอยให้เด็กตอบ (ชี้แนะหากจำเป็น)
✤ เป็นผู้ฟังที่ดีและโต้ตอบอย่างฉับไว (ครูไม่พูดมากเกินไป)
✤ เด็กไม่ได้เรียนรู้ภาษาจากการฟังเพียงอย่างเดียว
✤ ให้เด็กทำกิจกรรมกลุ่ม เด็กพิเศษได้มีแบบอย่างจากเพื่อน
✤ กระตุ้นให้เด็กบอกความต้องการของตนเอง (ครูไม่คาดการณ์ล่วงหน้า)
✤ เน้นวิธีการสื่อความหมายมากกว่าการพูด
✤ ใช้คำถามปลายเปิด
✤ เด็กพิเศษรับรู้มากเท่าไหร่ ยิ่งพูดได้มากเท่านั้น
✤ ร่วมกิจกรรมกับเด็ก


ความรู้ที่ได้รับ 🐤


          ได้รู้ถึงบทบาทหน้าที่ของครูปฐมวัยที่ต้องปฏิบัติต่อเด็กพิเศษ


การประเมินผล  🐤

💞ตนเอง ตั้งใจเรียน มีส่วนร่วมในการตอบคำถาม
💞เพื่อน ไม่ค่อยมีเสียงคุย ตั้งใจเรียน
💞อาจารย์ การสอนของอาจารย์มีการยกตัวอย่าง ทำให้นักศึกษาเข้าใจเนื้อหามากขึ้น


                             

วันพุธที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 9


วันศุกร์ ที่ 24 มีนาคม พ.ศ.2560



                             


ความรู้ที่ได้รับ 🍗


            วันนี้อาจารย์ให้ทำกิจกรรมตามหามือเพื่อน โดยอาจารย์ให้วาดลายมือข้างซ้ายของตนเอง โดยไม่ให้ดูลายมือขณะวาด เมื่อวาดเสร็จก็ให้สลับกระดาษกัน แล้วตามหาว่าตนเองได้แผ่นลายมือเพื่อนคนไหน กิจกรรมนี้ทำให้เราต้องเก็บรายละเอียดเป็นอย่างมาก เพื่อให้เพื่อนตามหาเจอ และทำให้รู้ว่าสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวเรามากๆ เรามักไม่ได้สังเกต และไม่ได้ใส่ใจ





ความรู้ที่ได้รับ 🍗


     กิจกรรมนี้สอนให้เรารู้จักการเก็บรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ รู้จักการสังเกตลายมือของตนเองและของเพื่อน


การประเมินผล 🍗


🔍ตนเอง ให้ความสนใจกับกิจกรรมที่ทำ มีกังวลเล็กน้อยเพราะวาดรูปไม่ค่อยเก่ง
🔍เพื่อน ให้ความร่วมมือกับกิจกรรมเป็นอย่างดี
🔍อาจารย์ มีวิธีการสอนที่สอนแทรกกิจกรรม ทำให้นักศึกษากระตือรือร้นในการเรียน



    



บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 8 


วันศุกร์ ที่ 17 มีนาคม พ.ศ.2560


                                      

ความรู้ที่ได้รับ


                                      การศึกษาแบบเรียนรวม

       รูปแบบการจัดการศึกษา
-การศึกษาปกติทั่วไป (Regular Education)
-การศึกษาพิเศษ (Special Education)
-การศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)
-การศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)

       การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ

🍒เด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนร่วม (Integrated Education หรือ Mainstreaming)

✦ การจัดให้เด็กพิเศษเข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป
✦ มีกิจกรรมให้เด็กพิเศษกับเด็กทั่วไปได้ทำร่วมกัน
✦ ใช้ช่วงเวลาใดช่วงเวลาหนึ่งในแต่ละวัน
✦ ครูปฐมวัยและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือกัน  

      🌟 การเรียนร่วมบางเวลา (Integration)
-การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติในบางเวลา
-เด็กพิเศษได้มีโอกาสแสดงออก และมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับเด็กปกติ
-เป็นเด็กพิเศษที่มีความพิการระดับปานกลางถึงระดับมาก จึงไม่อาจเรียนร่วมเต็มเวลาได้

       🌟 การเรียนร่วมเต็มเวลา (Mainstreaming)
-การจัดให้เด็กพิเศษเรียนในโรงเรียนปกติตลอดเวลาที่เด็กอยู่ในโรงเรียน
-เด็กพิเศษได้รับการจัดกระบวนการเรียนรู้และบริการนอกห้องเรียนเหมือนเด็กปกติ
-มีเป้าหมายเพื่อให้เด็กเข้าใจซึ่งกันและกัน ตอบสนองความต้องการซึ่งกันและกัน และมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน
-เด็กปกติจะยอมรับความหลากหลายของมนุษย์ เข้าใจว่าคนเราเกิดมาไม่จำเป็นต้องเหมือนกันทุกอย่าง ท่ามกลางความแตกต่างกัน มนุษย์เราต้องการความรัก ความสนใจ ความเอาใจใส่เช่นเดียวกันทุกคน

ความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม (Inclusive Education)

✦ การศึกษาสำหรับทุกคน
✦ รับเด็กเข้ามาเรียนรวมกันตั้งแต่เริ่มตั้งแต่เข้ารับการศึกษา
✦ จัดให้มีการบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล

                           สรุปความหมายของการศึกษาแบบเรียนรวม

● เป็นการจัดการศึกษาที่จัดให้เด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษาและจัดให้มีบริการพิเศษตามความต้องการของแต่ละบุคคล
● เด็กพิเศษทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้ ถ้าได้รับโอกาสในการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของเขา
● เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษาสำหรับทุกคน (Education for All)
● การเรียนรวม เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่โรงเรียนจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคนโดยไม่มีการแบ่งแยก ว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติ หรือเด็กคนใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ
● เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
● เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพาเข้ามาโรงเรียน ทางโรงเรียนจะต้องรับเด็กไว้และจะต้องจัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม และดำเนินการเรียนในลักษณะ "รวมกัน" ที่ทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของสังคม ทุกคนยอมรับซึ่งกันและกัน
● ทุกคนยอมรับว่ามี ผู้พิการ อยู่ในสังคมและเขาเหล่านั้นต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของสังคม ที่จะต้องใช้ชีวิตร่วมกันกับคนปกติโดยไม่มีการแบ่งแยก

      ความสำคัญของการศึกษาแบบเรียนสำหรับเด็กปฐมวัย
-ปฐมวัยเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของการเรียนรู้
-"สอนได้"
-เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด

■ บทบาทครูปฐมวัยในห้องเรียนรวม

     ➼ ครูไม่ควรวินิจฉัย
-การวินิจฉัย หมายถึง การตัดสินใจโดยดูจากอาการหรือสัญญาณบางอย่าง
-จากอาการที่แสดงออกมานั้น อาจนำไปสู่การเข้าใจผิดได้

     ➼ ครูไม่ควรตั้งชื่อหรือระบุประเภทเด็ก
-เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
-ชื่อเปรียบเสมือนตราประทับตัวเด็กตลอดไป
-เด็กจะกลายเป็นเช่นนั้นจริงๆ

     ➼ ครูไม่ควรบอกพ่อแม่ว่าเด็กมีบางอย่างผิดปกติ
-พ่อแม่ของเด็กพิเศษมักทราบดีว่าลูกของเขามีปัญหา
-พ่อแม่ไม่ต้องการให้ครูมาย้ำในสิ่งที่เขารู้อยู่แล้ว
-ครูควรพูดในสิ่งที่เป็นความคาดหวังในด้านบวก แต่ต้องไม่ให้เกิดความหวังผิดๆ
-ครูควรรายงานผู้ปกครองว่าเด็กทำอะไรได้บ้าง เท่ากับเป็นการบอกว่า เด็กทำอะไรไม่ได้
-ครูช่วยให้ผู้ปกครองมีความหวังและเห็นแนวทางที่จะช่วยให้เด็กพัฒนา

      ➼ ครูทำอะไรได้บ้าง
-ครูสามารถชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมของเด็กในเรื่องที่เกี่ยวกับพัฒนาการต่างๆ
-ให้ข้อแนะนำในการหาบุคลากรที่เหมาะสมในการประเมินผลหรือวินิจฉัย
-สังเกตเด็กอย่างมีระบบ
-จดบันทึกพฤติกรรมเด็กเป็นช่วงๆ

      ➼ สังเกตอย่างมีระบบ
-ไม่มีใครสามารถสังเกตอย่างมีระบบได้ดีกว่าครู
-ครูเห็นเด็กในสถานการณ์ต่างๆช่วงเวลายาวนานกว่า
-ต่างจากแพทย์ นักจิตวิทยา นักคลินิก มักมุ่งความสนใจอยู่ที่ปัญหา

      ➼ การตรวจสอบ
-จะทราบว่าเด็กมีพฤติกรรมอย่างไร
-เป็นแนวทางสำคัญที่ทำให้ครูและพ่อแม่เข้าใจเด็กดีขึ้น
-บอกได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เด็กต้องการความช่วยเหลือ

      ➼ ข้อระวังในการปฏิบัติ
-ครูต้องไวต่อความรู้สึกและตัดสินใจล่วงหน้าได้
-ประเมินให้น้ำหนักความสำคัญของเรื่องต่างๆได้
-พฤติกรรมบางอย่างของเด็กไม่ได้ปรากฏให้เห็นเสมอไป

       ➼ การบันทึกการสังเกต
-การนับอย่างง่ายๆ
-การบันทึกต่อเนื่อง
-การบันทึกไม่ต่อเนื่อง

       ➼ การนับอย่างง่ายๆ
-นับจำนวนครั้งของการเกิดพฤติกรรม
-กี่ครั้งในแต่ละวัน กี่ครั้งในแต่ละชั่วโมง
-ระยะเวลาในการเกิดพฤติกรรม

       ➼ การบันทึกต่อเนื่อง
-ให้รายละเอียดได้มาก
-เขียนทุกอย่างที่เด็กทำในช่วงเวลาหนึ่ง หรือช่วงกิจกรรมหนึ่ีง
-โดยไม่ต้องเข้าไปแนะนำช่วยเหลือ

       ➼ การบันทึกไม่ต่อเนื่อง
-บันทึกลงบัตรเล็กๆ
-เป็นการบันทึกสั้นๆเกี่ยวกับพฤติกรรมของเด็กแต่ละคนในช่วงเวลาหนึ่ง

       ➼ การเกิดพฤติกรรมบางอย่างมากเกินไป
-ควรเอาใจใส่ถึงระดับความมากน้อยของความบกพร่องมากกว่าชนิดของความบกพร่อง
-พฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมที่พบได้ในเด็กทุกคน ไม่ควรจัดเป็นสิ่งผิดปกติ

       ➼ การตัดสินใจ
-ครูต้องตัดสินใจด้วยความระมัดระวัง
-พฤติกรรมของเด็กที่เกิดขึ้น ไปขัดขวางความสามารถในการเรียนรู้ของเด็กหรือไม่

กิจกรรมวาดภาพดอกบัว






      จากกิจกรรมนี้อาจารย์ได้อธิบายว่า เมื่อเราจะบันทึกพฤติกรรมของเด็ก เราต้องไม่ใส่ความรู้สึกของตนเองลงไป เราเห็นพฤติกรรมของเด็กแบบไหน ก็ควรบันทึกตามความเป็นจริง


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้


     ทำให้เข้าใจถึงความหมายของการเรียนรวมและการเรียนร่วม ว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ได้ทำกิจกรรมวาดดอกบัวที่สื่อให้เข้าใจว่า ครูควรสังเกตและบันทึกพฤติกรรมเด็กแบบที่ตาเห็น ไม่ใส่ความคิดเห็นของตนเองลงไป 

การประเมินผล


ตนเอง เข้าใจในเนื้อหาที่อาจารย์สอน
เพื่อน  ตั้งใจเรียน ให้ความร่วมมือในการเรียน
อาจารย์  มีการเตรียมความพร้อมในการสอน มีการอธิบายและยกตัวอย่าง อย่างละเอียด เพื่อให้นักศึกษาจดจำได้



                                








วันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 7


วันศุกร์ ที่ 2 มีนาคม พ.ศ.2560


                ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั้นผลไม้



 ความรู้ที่ได้รับ


          เรียนประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว
           
             8.เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ (Children with Behavioral and Emotional Disorders)

                -มีความรู้สึกนึกคิดที่ผิดไปจากปกติ
                -แสดงออกถึงความต้องการทำร้ายตนเองหรือผู้อื่น
                -มีความเชื่อมั่นในตนเองต่ำ
                -เด็กที่มีการควบคุมอารมณ์ให้อยู่ในสภาพปกตินานๆไม่ได้
                -เด็กที่ควบคุมพฤติกรรมบางอย่างของตนเองไม่ได้
                -ทำให้ไม่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างเรียบร้อย

ลักษณะของเด็กบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์

-ความวิตกกังวล(Anxiety)ซึ่งทำให้เด็กมีนิสัยขี้กลัว
-ภาวะซึมเศร้า(Depression)มีความเศร้าในระดับที่สูงเกินไป
-ปัญหาทางสุภาพและขาดแรงกระตุ้นหรือความหวังในชีวิต



การจำแนกเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ ตามกลุ่มอาการ

  ♦ ด้านพฤติกรรม (Conduct Disorders)
-ทำร้ายผู้อื่น ทำลายสิ่งของ ลักทรัพย์
-ฉุนเฉียวง่าย หุนหันพลันแล่น และเกรี้ยวกราด
-กลับกลอก เชื่อถือไม่ได้ ชอบโกหก ชอบโทษผู้อื่น
-เอะอะและหยาบคาย
-หนีเรียน รวมถึงหนีออกจากบ้าน
-ใช้สารเสพติด
-หมกมุ่นในกิจกรรมทางเพศ

  ♦ ด้านความตั้งใจและสมาธิ (Attention and Concentration)
-จดจ่ออยู่กับสิ่งใดสิ่งหนึ่งในระยะสั้น (Short attention span) อาจไม่เกิน 20 วินาที
-ถูกสิ่งต่างๆรอบตัวดึงความสนใจได้ตลอดเวลา
-งัวเงีย ไม่แสดงความสนใจใดๆ รวมถึงมีท่าทางเหมือนไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูด

  ♦สมาธิสั้น (Attention Deficit)
-มีลักษณะกระวนกระวาย ไม่สามารถนั่งนิ่งๆได้ หยุกหยิกไปมา
-พูดคุยตลอดเวลา มักรบกวนหรือเรียกร้องความสนใจจากผู้อื่น
-มีทักษะการจัดการในระดับต่ำ

   ♦การถอนตัวหรือล้มเลิก (Withdrawal)
-หลีกเลี่ยงการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นและมักรู้สึกว่าตนเองด้อยกว่าผู้อื่น
-เฉื่อยชา และมีลักษณะคล้ายเหนื่อยตลอดเวลา
-ขาดความมั่นใจ ขี้อาย ขี้กลัว ไม่ค่อยแสดงความรู้สึก

   ♦ความผิดปกติในการทำงานของร่างกาย (Function Disorder)
-ความผิดปกติเกี่ยวกับพฤติกรรมการกิน (Eating Disorder)
-การอาเจียนโดยสมัครใจ (Voluntary Regurgitation)
-การปฏิเสธที่จะรับประทานอาหาร
-รับประทานสิ่งที่รับประทานไม่ได้
-โรคอ้วน (Obesity)
-ความผิดปกติของการขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ (Elimination Disorder)

ภาวะความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์ระดับรุนแรง

-ขาดเหตุผลในการคิด
-อาการหลงผิด (Delusion)
-อาการประสาทหลอน (Hallucination)
-พฤติกรรมการทำร้ายตัวเอง

สาเหตุ

-ปัจจัยทางชีวภาพ (Biology)
-ปัจจัยทางจิตสังคม (Psychosocial)

ผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อเด็ก

-ไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเด็กปกติ
-รักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือกับครูไม่ได้
-มีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เมื่อเทียบกับเด็กในวัยเดียวกัน
-มีความคับข้องใจ มีความเก็บกดอารมณ์
-แสดงอาการทางร่างกาย เช่น ปวดศีรษะ ปวดตามส่วนต่างๆของร่างกาย
-มึความหวาดกลัว

                 เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรม ซึ่งจัดว่ามีความรุนแรงมาก
     ♞เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit and Hyperactivity Disorders)
     ♞เด็กออทิสติก (Autistic) หรือออทิสซึ่ม (Autisum)


                         เด็กสมาธิสั้น (Children with Attention Deficit Hyperactivity Disorders)
    
          ADHD เป็นภาวะผิดปกติทางจิตเวช มีลักษณะเด่นอยู่ 3 ประการ คือ

                            ⚑ Inattentiveness
                            ⚑ Hyperactivity
                            ⚑ Impulsiveness

 ✦ Inattentiveness (สมาธิสั้น)
-ทำอะไรได้ไม่นาน วอวแวก ไม่มีสมาธิ
-ไม่สามารถจดจ่อกับงานที่กำลังทำได้นานเพียงพอ
-มักใจลอยหรือเหม่อลอยง่าย
-เด็กเล็กๆจะเล่นอะไรได้ไม่นาน เปลี่ยนของเล่นไปเรื่อยๆ
-เด็กโตมักทำงานไม่เสร็จตามที่สั่ง ทำงานตกหล่น ไม่ครบ ไม่ละเอียด

 ✦ Hyperactivity (ซนอยู่ไม่นิ่ง)
-ซุกซนไม่ยอมอยู่นิ่ง ซนมาก
-เคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา
-เหลียวซ้ายแลขวา
-ยุกยิก แกะโน่นเกานี่
-อยู่ไม่นิ่ง ปีนป่าย
-นั่งไม่ติดที่
-ชอบคุยส่งเสียงดังรบกวนคนรอบข้าง

 ✦ Impulsiveness (หุนหันพลันแล่น)
-ยับยั้งตัวเองไม่ค่อยได้ มักทำอะไรโดยไม่ยั้งคิด วู่วาม
-ขาดความยับยั้งชั่งใจ
-ไม่อดทนต่อการรอคอย หรือกฎระเบียบ
-ไม่อยู่ในกติกา
-ทำอะไรค่อนข้างรุนแรง
-พูดโพล่ง ทะลุกลางปล้อง
-ไม่รอคอยให้คนอื่นพูดจบก่อน ชอบมาสอดแทรกเวลาคนอื่นคุยกัน

สาเหตุ

-ความผิดปกติของสารเคมีบางชนิดในสมอง เช่น โดปามีน (dopamine) นอร์อิพิเนฟริน (norepinephrine)
-ความผิดปกติในการทำงานของวงจรที่ควบคุมสมาธิและการตื่นตัว อยู่ที่สมองส่วนหน้า (frontal cortex)
-พันธุกรรม
-สิ่งแวดล้อมเป็นพิษ

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับสมาธิสั้น

- สมาธิสั้น ไม่ได้เกิดจากความผิดของพ่อแม่ที่เลี้ยงดูลูกผิดวิธี ตามใจมากเกินไป หรือปล่อยปละละเลยจนเกินไป และไม่ใช่ความผิดของเด็กที่ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจ แต่ปัญหาอยู่ที่การทำงานของสมองที่ควบคุมเรื่องสมาธิของเด็ก

ยารักษาโรคสมาธิสั้นที่มีใช้ในประเทศไทย

      มี 2 กลุ่มหลัก

1) Methylphenidate



2) Atomoxetine



ลักษณะของเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์

-อุจจาระ ปัสสาวะรดเสื้อผ้า หรือที่นอน
-ยังติดขวดนม หรือตุ๊กตา และของใช้ในวัยทารก
-ดูดนิ้ว กัดเล็บ
-หงอยเหงาเศร้าซึม การหนีสังคม
-เรียกร้องความสนใจ
-อารมณ์หวั่นไหวง่ายต่อสิ่งเร้า
-ขี้อิจฉาริษยา ก้าวร้าว
-ฝันกลางวัน
-พูดเพ้อเจ้อ


      9.เด็กพิการซ้อน (Children with Multiple Handicaps)

-เด็กที่มีความบกพร่องที่มากกว่าหนึ่งอย่าง เป็นเหตุให้เกิดปัญหาขัดข้องในการเรียนรู้อย่างมาก
-เด็กปัญญาอ่อนที่สูญเสียการได้ยิน
-เด็กปัญญาอ่อนที่ตาบอด
-เด็กที่ทั้งหูหนวกและตาบอด


การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้


     ทำให้เข้าใจว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษมีทั้งหมดกี่ประเภท และมีลักษณะแตกต่างกันอย่างไร


การประเมินผล


🌙ตนเอง ตั้งใจเรียน และเข้าใจที่อาจารย์สอน
🌙เพื่อน ตั้งใจเรียน คุยกันน้อยลง
🌙อาจารย์ มีความพร้อมในการมาสอนทุกๆครั้ง สอนสนุก ไม่น่าเบื่อ


       ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั้นผลไม้
  











บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 6


วันพฤหัสบดี ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560


                         รูปภาพที่เกี่ยวข้อง


ความรู้ที่ได้รับ 💎

                     
                                                                   


                   วันนี้ไปศึกษาดูงานที่โรงเรียนเกษมพิทยา เพื่อไปสังเกตการเรียนการสอนของเด็กพิเศษ เมื่อไปถึงก็ทำการแบ่งนักศึกษาตามห้องเรียน โดยข้าพเจ้าได้อยู่ห้องอ.1/1 และน้องที่สังเกตชื่อ น้องเพรส ซึ่งน้องเพิ่งมาวันแรก จากการสอบถามพบว่าน้องมีการชัก จากการสังเกตพฤติกรรม น้องจะติดแม่และพี่เลี้ยง อาจจะเพราะมาวันแรก พอข้าพเจ้าเข้าไปชวนทำกิจกรรมอื่นๆน้องก็จะทำด้วย แต่ไม่นาน และจะมองหาผู้ปกครองตลอด เมื่อถึงเวลากิจกรรมกลางแจ้ง น้องก็ยอมทำกิจกรรม โดยข้าพเจ้าต้องเป็นคนจูงมือน้องไป อย่างเช่น เดินทรงตัว และ เล่นเครื่องเล่นสนาม ข้าพเจ้าก็ต้องไปเล่นกับน้อง เพราะน้องจะไม่ยอมลงเครื่องเล่นเอง สังเกตจากการเล่นเสร็จ น้องดูมีรอยยิ้มมากขึ้นจากตอนแรกที่เจอน้อง เมื่อสังเกตแต่ละห้องเสร็จแล้ว ก็จะมี ดร.วรนาท รักสกุลไทย มาทำการสรุปและให้บอกถึงการที่เราไปสังเกตน้องแต่ละคนด้วย




การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 💎


                 จากการไปศึกษาดูงานวันนี้เป็นโอกาสที่ดีมากๆ เพราะได้เห็นถึงสถานการณ์จริงๆในห้องเรียนที่มีเด็กพิเศษเรียนรวมอยู่ด้วย เห็นถึงเทคนิคต่างๆที่ครูใช้สอนกับเด็กพิเศษ ความรู้ต่างๆในวันนี้ข้าพเจ้าจะนำไปประยุกต์ใช้ในอนาคต



การประเมินผล 💎

🍒ตนเอง ให้ความสนใจกับการไปศึกษาดูงานวันนี้มากๆ เพราะความรู้มากมายที่ได้ในวันนี้ จะทำให้เราเข้าใจถึงเรื่องที่เราเรียนได้มากขึ้น และสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้กับชีวิตการเป็นครูในอนาคต
🍒เพื่อน ทุกคนให้ความสนใจ ตั้งใจมากๆ และแต่งกายเรียบร้อย เป็นระเบียบ
🍒อาจารย์ เอาใจใส่นักศึกษา ให้คำปรึกษาต่างๆได้เป็นอย่างดี


           




วันเสาร์ที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

บันทึกการเรียนรู้ครั้งที่ 5 


วันศุกร์ ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560  เวลา 13.30 - 16.30 น.


                                ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้นคั้นผลไม้

ความรู้ที่ได้รับ 🍩


      เรียนประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว

       6) เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ (Children with Learning Disabilities)

           -เรียกย่อๆว่า L.D. (Learning Disability)
           -เด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้เฉพาะอย่าง
           -ไม่นับรวมเด็กที่มีปัญหาเพียงเล็กน้อยทางการเรียน เด็กที่มีปัญหาเนื่องจากความพิการ หรือความบกพร่องทางร่างกาย

สาเหตุของ LD

-ความผิดปกติของการทำงานของสมองที่ไม่สามารถถอดรหัสตัวอักษรออกมาได้ (เชื่อมโยงภาพ ตัวอักษรเข้ากับเสียงไม่ได้)
-กรรมพันธ์ุ

     1.ด้านการอ่าน (Reading Disorder)
✡อ่านหนังสือช้า ต้องสะกดทีละคำ
✡อ่านออกเสียงไม่ชัด ออกเสียงผิด หรืออาจข้ามคำที่อ่านไม่ได้ไปเลย
✡ไม่เข้าใจเนื้อหาที่อ่าน หรือจับใจความสำคัญไม่ได้
   
เช่น
∎หาว → หาม / หา
∎ง่วง → ม่วม / ม่ง / ง่ง
∎เลย → เล
∎อาหาร → อาหา
∎เก้าอี้ → อี้
∎อรัญ → อะรัย

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการอ่าน

-อ่านช้า อ่านคำต่อคำ ต้องสะกดคำ จึงจะอ่านได้
-อ่านออกเสียงไม่ชัด
-เดาคำเวลาอ่าน
-อ่านข้าม อ่านเพิ่มคำ อ่านผิดประโยคหรือผิดตำแหน่ง
-อ่านโดยไม่เน้นคำ หรือเน้นข้อความบางตอน
-ผันเสียงวรรณยุกต์ไม่ได้
-ไม่รู้ความหมายของเรื่องที่อ่าน
-เล่าเรื่องที่อ่านไม่ได้ จับใจความสำคัญไม่ได้

     2.ด้านการเขียน (Writing Disorder)
✽เขียนตัวหนังสือผิด สับสนเรื่องการม้วนหัวอักษร เช่น จาก ม เป็น น หรือจาก ภ เป็น ถ เป็นต้น
✽เขียนตามการออกเสียง เช่น ประเภท เขียนเป็น ประเพด
✽เขียนสลับ เช่น สถิติ เขียนเป็น สติถิ



ลักษณะของเด็ก LD ด้านการเขียน

-ลากเส้นวนๆ ไม่รู้ว่าจะม้วนหัวเข้าในหรืออกนอก ขีดวนๆซ้ำๆ
-เรียงลำดับอักษรผิด เช่น สถิติ เป็น สติถิ
-เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ม-น , ภ-ถ , ด-ค , พ-ผ , b-d , p-q , 6-9
-เขียนพยัญชนะ ก-ฮ ไม่ได้ แต่บอกให้เขียนเป็นตัวๆได้
-เขียนพยัญชนะ หรือ ตัวเลขกลับด้าน คล้ายมองจากกระจกเงา
-เขียนคำตามตัวสะกด เช่น เกษตร เป็น กะเสด
-จับดินสอหรือปากกาแน่น
-สะกดคำผิด โดยเฉพาะคำพ้องเสียง ตัวสะกดแม่เดียวกัน ตัวการันต์
-เขียนหนังสือช้าเพราะกลัวสะกดผิด
-เขียนไม่ตรงบรรทัด ขนาดตัวอักษรไม่เท่ากัน ไม่เว้นขอบ ไม่เว้นช่องไฟ
-ลบบ่อยๆ เขียนทับคำเดิมหลายครั้ง

เช่น
⏩ปาลแผล → บาดแผล
⏩รัมระบาล → รัฐบาล
⏩ผีเสื้อมดุร → ผีเสื้อสมุทร
⏩ไกรรง → กรรไกร
⏩เกสรกะ → เกษตรกร
⏩ดักทุก → บรรทุก
⏩เสรฐ → สำเร็จ
⏩ไอระ → อะไร
⏩เชิย → เชย
⏩โบณาร → โบราณ
⏩นาสือ → หนังสือ
⏩ละเมย → ละเมอ



      3.ด้านการคิดคำนวณ (Mathematic Disorder)
❀ตัวเลขผิดลำดับ
❀ไม่เข้าใจเรื่องการทดเลขหรือการยืมเลขเวลาทำการบวกหรือลบ
❀ไม่เข้าใจหลักเลขหน่วย สิบ ร้อย
❀แก้โจทย์ปัญหาเลขไม่ได้

ลักษณะของเด็ก LD ด้านการคำนวณ

-ไม่เข้าใจค่าของตัวเลข เช่น หลักหน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น เป็นเท่าใด
-นับเลขไปข้างหน้าหรือถอยหลังไม่ได้
-คำนวณบวก ลบ คูณ หาร โดยการนับนิ้ว
-จำสูตรคูณไม่ได้
-เขียนเลขกลับกัน เช่น 13 เป็น 31
-ทดไม่เป็นหรือยืมไม่เป็น
-ตีโจทย์เลขไม่ออก
-คำนวณเลขจากซ้ายไปขวา แทนที่จะทำจากขวาไปซ้าย
-ไม่เข้าใจเรื่องเวลา



     4. หลายๆด้านร่วมกัน

อาการที่มักเกิดร่วมกับ LD

-แยกแยะขนาดสีและรูปร่างไม่ออก
-มีปัญหาความเข้าใจเกี่ยวกับเวลา
-เขียน/อ่านตัวอักษรสลับซ้าย-ขวา
-งุ่มง่ามการประสานงานของกล้ามเนื้อไม่ดี
-การประสานงานของสายตา - กล้ามเนื้อไม่ดี
-สมาธิไม่ดี (เด็ก LD ร้อยละ 15-20 มีสมาธิสั้น ADHD ร่วมด้วย)
-เขียนตามแบบไม่ค่อยได้
-ทำงานช้า
-การวางแผนงานและจัดระบบไม่ดี
-ฟังคำสั่งสับสน
-คิดแบบนามธรรมหรือคิดแก้ปัญหาไม่ค่อยดี
-ความคิดสับสนไม่เป็นขั้นตอน
-ความจำระยะสั้น/ยาวไม่ดี
-ถนัดซ้ายหรือถนัดทั้งซ้ายและขวา
-ทำงานสับสนไม่เป็นขั้นตอน

        7) ออทิสติก (Autistic)

            -หรือ ออทิซึ่ม (Autism)
            -เด็กที่ไม่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
            -ไม่สามารถเข้าใจคำพูด ความรู้สึกและความต้องการของผู้อื่น
            -ไม่สามารถที่จะสื่อสารกับคนรอบข้างและสังคม
            -เด็กออทิสติกแต่ละคนจะมีเอกลักษณ์ของตนเอง
            -ติดตัวเด็กไปตลอดชีวิต

"ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว"

ลักษณะของเด็กออทิสติก

-อยู่ในโลกของตนเอง
-ไม่เข้าไปหาใครเพื่อให้ปลอบใจ
-ไม่เข้าไปเล่นในกลุ่มเพื่อน
-ไม่ยอมพูด
-เคลื่อนไหว แบบซ้ำๆ



เกณฑ์การวินิจฉัยออทิสติก (องค์การอนามัยโลกและสมาคมจิตแพทย์อเมริกา)

   ความผิดปกติของปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอย่างน้อย 2 ข้อ
✴ไม่สามารถใช้ภาษาท่าทางสื่อสารทางสังคมกับบุคคลอื่น
✴ไม่สามารถสร้างสัมพันธภาพกับบุคคลให้เหมาะสมตามวัย
✴ขาดความสามารถในการแสวงหาการมีกิจกรรม ความสนใจ และความสนุกสนานร่วมกับผู้อื่น
✴ขาดทักษะการสื่อสารทางสังคมและทางอารมณ์กับบุคคลอื่น

    ความผิดปกติด้านการสื่อสารอย่างน้อย 1 ข้อ
✦มีความล่าช้าหรือไม่มีการพัฒนาในด้านภาษาพูด
✦ในรายที่สามารถพูดได้แล้วแต่ไม่สามารถที่จะเริ่มต้นบทสนทนาหรือโต้ตอบบทสนทนากับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม
✦พูดซ้ำๆหรือมีรูปแบบจำกัดในการใช้ภาษา เพื่อสื่อสารหรือส่งเสียงไม่เป็นภาษาอย่างไม่เหมาะสม
✦ไม่สามารถเล่นสมมุติหรือเล่นตามจินตนาการได้เหมาะสมกับระดับพัฒนาการ

    มีพฤติกรรม ความสนใจ และกิจกรรมที่ซ้ำๆ และจำกัด อย่างน้อย 1 ข้อ
⚉มีความสนใจที่ซ้ำๆอย่างผิดปกติ
⚉มีกิจวัตรประจำวันหรือกฎเกณฑ์ที่ต้องทำโดยไม่สามารถยืดหยุ่นได้ ถึงแม้ว่ากิจวัตรหรือกฎเกณฑ์นั้นจะไม่มีประโยชน์
⚉มีการเคลื่อนไหวร่างกายซ้ำๆ
⚉สนใจเพียงบางส่วนของวัตถุ

                   พฤติกรรมการทำซ้ำ
-นั่งเคาะโต๊ะ หรือโบกมือนานเป็นชั่วโมง
-นั่งโยกหน้า โยกหลังเป็นเวลานาน
-วิ่งเข้าห้องนี้ไปห้องโน้น
-ไม่ยอมให้เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

    พบความผิดปกติอย่างน้อย 1 ด้าน (ก่อนอายุ 3 ขวบ)
♢ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
♢การใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมาย
♢การเล่นสมมติหรือการเล่นตามจินตนาการ

                                                           ออทิสติกเทียม

►ปล่อยให้พี่เลี้ยงดูแลหรืออยู่กับผู้สูงอายุ
►ปล่อยให้ลูกอยู่กับไอแพด
►ดูการ์ตูนในทีวี



       
                 Autistic Savant (ออทิสติกอัจฉริยะ)

-กลุ่มที่คิดด้วยภาพ (visual thinker) จะใช้การคิดแบบอุปนัย (bottom up thinking)
-กลุ่มที่คิดโดยไม่ใช้ภาพ (music,math and memory thinker) จะใช้การคิดแบบนิรนัย (top down thinking)



การนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ 🍩


        ทำให้เข้าใจประเภทของเด็กที่มีความต้องการพิเศษเพิ่มมากขึ้น ว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษมีลักษณะใดบ้าง และนำความรู้ไปใช้ในอนาคต


การประเมินผล 🍩


🐟ตนเอง เข้าใจในเนื้อหาที่สอน และตั้งใจเรียน เพราะแต่ละเรื่องที่เรียนน่าสนใจมาก
🐟เพื่อน ตั้งใจเรียน ช่วยกันตอบคำถาม
🐟อาจารย์ เตรียมการสอนมาดีมากๆ สอนไม่น่าเบื่อ สอนสนุกมากๆ


    ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เส้น คั่น ลาย การ์ตูน